Home
РУССКИЙ   IN ENGLISH    ประกาศ: Announcement by the National Legislative Assembly on the Invitation for the Ascension of the Heir to the Throne ** รัฐบาลไทยโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขอเชิญลงนามน้อมเกล้าแสดงความอาลัยถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพลอดุลยเดช ** พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วันที่ 15 ตุลาคม 2559 เวลา 23.30 น. ** กิจกรรมสอท.: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก จัดงานเลี้ยงรับรองวันกองทัพไทย ** การจัดงานพิธีสตมวารของ สอท. ณ กรุงมอสโก เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ** ข่าว: ตารางแสดงวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรและราคากลาง (ราคาอ้างอิง) ในการจัดซื้อจัดจ้างที่มิใช่งานก่อสร้าง ** The Royal Rainmaking **
Home
  • ความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย
  • สถานเอกอัครราชทูต
  • พื้นที่ในความรับผิดชอบ
  • สถานกงสุลในรัสเซียและ CIS
  • กิจกรรมสถานทูต
  • ข่าวและข้อมูลที่น่าสนใจ
  • ฝ่ายกงสุล
  • การศึกษารัสเซีย
  • ดาวน์โหลดเอกสารและแบบฟอร์ม
  • ข่าวงาน

  • 















    ติดต่อเรา
    Bolshaya Spasskaya 9
    Moscow 129090, Russia

    โทร: +7495 608-0856
    หมายเลขฉุกเฉิน:
    +๗๙๑๖ ๙๓๙-๒๑๕๕
    แฟกซ์: +7 (495) 690 - 9659

    รายละเอียดและแผนที่ >>>

    สยามสโกเย ปาโซลสตวา ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก - สอท. ณ กรุงมอสโก : สยามสโกเย ปาโซลสตวา ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก - สอท มอสโก

    รวมบทความ / สถานทูต /

    สยามสโกเย ปาโซลสตวา ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

    วัฒนะ คุ้นวงศ์
    วัฒนะ คุ้นวงศ์

    ใครก็ตามที่ได้ไปประเทศรัสเซีย น้อยคนนักที่จะไม่ไปเยือนนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และ ส่วนใหญ่ที่ไปจะรู้จักดีถึงปีเตอร์ฮอฟ (Peterhof) พระราชวังฤดูร้อนของพระเจ้าซาร์ วังเซนต์แคเธอรีน (Catherine’s Palace) ที่ประทับของพระนางเจ้าแคเธอรีนมหาราช และเฮอร์มิเตจ (The Hermitage) พระราชวังฤดูหนาวที่เลื่องชื่อ มีไม่น้อยที่ไปไกลถึงวังยูซูปอฟ (Yusupov) คฤหาสน์ของเจ้าชายเฟลิกซ์ (Felix Yusupov) ยูซูปอฟ สถานที่สังหารรัสปูติน (Rasputin) พระผู้อื้อฉาว แต่เชื่อว่าทุกคนที่ไปถึงนคร เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ยากเต็มทีที่จะหาใครสักคนที่พอจะรู้ว่า ถัดจากพระราชวังฤดูหนาวไปทางซ้ายเพียงแค่ ช่วงตึกเดียวเท่านั้น มีตึกสีน้ำตาลหม่นๆ ตั้งอยู่ และตึกนี้เมื่อร้อยปีที่แล้ว คือที่ตั้งของสถานราชทูตไทย ประจำประเทศรัสเซีย

    สถานราชทูตไทย มีที่อยู่ทางการเป็นตึกเลขที่ 6 ถนนเลียบฝั่งแม่น้ำกระทรวงราชนาวี เป็นตึกที่มีทรงสถาปัตยกรรมแบบ Eclectic ทาสีแดงอมน้ำตาล ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนียวา (Neva) แม่น้ำสายสำคัญของนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ตึกนี้ตั้งอยู่ในหมู่เดียวกับตึกที่ทำการของ กระทรวงราชนาวีรัสเซีย และอยู่ถัดจากพระราชวังฤดูหนาว วังหลวงที่จักรพรรดิรัสเซียแห่งราชวงศ์โรมานอฟตั้งแต่พระนางเจ้าแคเธอรีน มหาราช เป็นต้นไปทุกพระองค์ใช้เป็นที่ประทับ ออกไปเพียงแค่สองหลัง โดยมีตึกเลขที่ 2 ซึ่งเป็นที่ทำการของกระทรวงราชนาวีของรัสเซียและตึกเลขที่ 4 ซึ่งเป็นโรงละครหลวง คั่นอยู่เพียงสองตึกเท่านั้น ราวกับจะบอกให้ใครๆ รู้ว่า สยามแม้จะไกลถึงเอเชีย แต่ก็อยู่ในสายตาของจักรพรรดิรัสเซีย

    ตึกเลขที่ 6 หลังนี้เป็นตึก 5 ชั้น สร้างในระหว่างปีค.ศ.1879-1880 โดยเจ้าของตึกเป็นสุภาพสตรีชื่อนางตาติยานา มาคาโรว่า สร้างเพื่อให้เช่าอยู่อาศัย ดังนั้นการออกแบบโครงสร้างภายในตัวตึก จึงมีลักษณะเป็นบ้านพักอาศัยตามคติของคนยุโรปที่มีการแบ่งเนื้อที่ใช้สอยในตัวตึกให้เป็นส่วนๆ แบบ อพาร์ตเมนต์ในปัจจุบัน ซึ่งอาจดัดแปลงให้เป็นที่อยู่อาศัยก็ได้ หรือจะเป็นสำนักงานก็ได้ ฉะนั้น ตัวตึกจึงมี ผู้คนอาศัยมากกว่าหนึ่งครอบครัว หรือถ้าเป็นที่ทำการ ก็จะมีมากกว่าหนึ่งสำนักงานตั้งอยู่ในบ้านเลขที่ 6 นี้ ที่ตั้งของสถานราชทูตไทย ตั้งอยู่บนชั้นที่สองของตึก ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 700 ตารางเมตร แบ่งออกเป็น สำนักงานสถานราชทูต และทำเนียบของอัครราชทูตผู้เป็นหัวหน้าสำนักงาน ในสัดส่วนของพื้นที่ที่ใกล้เคียงกัน แม้ว่าไทยและรัสเซียจะได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันตั้งแต่ปี ค.ศ.1897 ซึ่งก็คือปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสรัสเซียอย่างเป็นทางการ และแม้ว่าจะ มีหลักฐานบ่งบอกว่ารัฐบาลสยามได้แต่งตั้งราชทูตประจำกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กคนแรกตั้งแต่ปลายปีค.ศ. 1897 แล้ว แต่กว่าที่ตึกเลขที่ 6 หลังนี้ จะเป็นสำนักงานของสถานราชทูตไทยอย่างเป็นทางการ ก็ล่วงเลยไปจนถึงปีค.ศ.1900

    ราชทูตไทยคนแรกประจำประเทศรัสเซียคือพระยาสุริยานุวัตร เป็นอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำกรุงปารีสและได้รับแต่งตั้งให้เป็นอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำประเทศรัสเซียโดยมีถิ่นที่พำนักในกรุงปารีส เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ.1897 โดยดำรงตำแหน่งดังกล่าวจนถึงปี ค.ศ. 1989 รัฐบาลสยามจึงได้ส่งพระชลบุรีนุรักษ์มาเป็นราชทูตคนที่สองประจำประเทศรัสเซีย ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 และเป็นราชทูตคนแรกของไทยที่มีถิ่นที่พำนักในประเทศรัสเซีย อย่างไรก็ตาม แม้พระชลบุรีนุรักษ์จะได้รับการเลื่อนยศขึ้นมาเป็นพระยามหิบาลบริรักษ์และมีตำแหน่งทางการทูตเป็นอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำประเทศรัสเซีย แต่ก็มีฐานะเป็นผู้แทนส่วนพระองค์ประจำราชสำนักมากกว่าที่จะเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูตของไทยประจำประเทศรัสเซียอย่างเป็นทางการ เข้าใจว่าราชทูตท่านนี้พำนักอยู่ในพระราชวังฤดูหนาว ทั้งนี้ น่าจะเป็นกุศโลบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองรัฐเป็นความสัมพันธ์พิเศษ1 ระหว่างราชวงศ์เพื่อบรรลุจุดประสงค์ทางการเมืองในเวลานั้น เนื่องจากมีหลักฐานการยื่นพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ให้แก่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 โดยตรงจากพระมหิบาลบริรักษ์ โดยไม่ผ่านกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียแต่อย่างใดหลายฉบับ และขณะเดียวกันก็เป็นพระราชประสงค์ของพระองค์ที่ต้องการให้พระยามหิบาลบริรักษ์ทำหน้าที่อภิบาลสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ2 ในขณะที่ทรงศึกษาอยู่ที่โรงเรียนนายร้อยทหารมหาดเล็กคอร์ เดอ ปาฌ3 และทรงประทับอยู่ในพระราชวังฤดูหนาวในฐานะพระโอรสบุญธรรมของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 เป็นประการสำคัญด้วย

    หลักฐานที่ระบุว่าคณะทูตไทยในสมัยของพระมหิบาลบริรักษ์มีที่ทำการอยู่ที่ตึกเลขที่ 6 พร้อมกับการย้ายที่ประทับของสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถจากพระราชวังฤดูหนาวมาที่ชั้น 2 ของตึกเลขที่ 6 นี้ ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อต้นเดือนมกราคม ปี ค.ศ.1900 จากจดหมายของนายพุ่ม4 ที่เขียนถึงนายพาเวล อาดราเชฟ ครูสอนภาษารัสเซียของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ เมื่อวันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 19005 และจดหมายของนายพุ่ม ถึง ครูภาษารัสเซียคนเดียวกันเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 1900 ซึ่งหัวจดหมายระบุคำว่า “สยามสโกเย ปาโซลสตวา (Siamskoye Posolstvo) หรือ “สถานราชทูตสยาม” เป็นครั้งแรกและถือเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่ระบุว่าตึกเลขที่ 6 นี้ เป็นสำนักงานสถานราชทูตไทยอย่างเป็นทางการ การย้ายที่ประทับของสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ น่าจะมีเหตุผลสำคัญมาจากการเสด็จเยือนรัสเซียของสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธจากประเทศอังกฤษ เพื่อมาทรงเยี่ยมพระอนุชา ระหว่างวันหยุดคริสต์มาสปีค.ศ. 1899 ถึงวันที่ 10 มกราคม ค.ศ.1900 ซึ่งรัสเซียถือว่าเป็นการเยือนระดับราชวงศ์ของไทยที่สำคัญที่สุดนับจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสรัสเซียเมื่อปีค.ศ. 1897 เป็นต้นมา6 สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธได้รับพระราชวโรกาสเข้าเฝ้าพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และเข้าเฝ้าพระมเหสีอเล็กซานดร้า ฟีโยดอรอฟน่า เป็นการส่วนพระองค์ด้วย และมีหลักฐานระบุว่าสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธทรงประทับอยู่ที่บ้านเลขที่ 6 นี้ตลอดการเยือน

    พระยามหิบาลบริรักษ์เป็นหัวหน้าสำนักงานสถานราชทูตไทยจนถึงวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 1902 ก็พ้นจากตำแหน่ง และรัฐบาลสยามได้ส่งอัครราชทูตมาปฏิบัติงานที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กโดยมีสำนักงานที่บ้านเลขที่ 6 นี้อีก 3 ท่านได้แก่ พระยาศรีธรรมศาสน์(ค.ศ.1903-ค.ศ.1909) พระยาสุธรรมไมตรี(ค.ศ.1909-ค.ศ.1913) และพระวิศาลพจนกิจ(ค.ศ.1914-ค.ศ.1917)

    รัฐบาลสยามมีเจ้าหน้าที่การทูตปฏิบัติหน้าที่ในบ้านเลขที่ 6 หลังนี้ตลอดระยะเวลา 18 ปี (ค.ศ.1899-ค.ศ.1917) จำนวน 11 คน โดยมีชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในคณะทูตไทย 2 คน คือ M. Corragioni d’ Orelli ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาในสมัยที่พระยาสุริยานุวัตร เป็นอัครราชทูตในปี ค.ศ. 1897 และ M. Georges Cuissard de Grelle ซึ่งทำหน้าที่ในตำแหน่งแรกคือล่ามในสมัยพระยามหิบาลบริรักษ์ในปีค.ศ.1899 และมีความก้าวหน้าเป็นลำดับโดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการเอกในสมัยของพระยาศรีธรรมศาสน์ปี ค.ศ.1905 และเป็นที่ปรึกษาในสมัยของพระยาสุธรรมไมตรี ระหว่างปีค.ศ. 1912-ค.ศ.1914 มีข้อสังเกตเพิ่มเติมคือ การมีผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำสถานราชทูตซึ่งกว่าที่รัฐบาลสยามจะได้ส่งร้อยเอกพระทรงสุรเดช มาดำรงตำแหน่งเป็นคนแรก เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงปีค.ศ. 1912 แล้ว ซึ่งตรงกับสมัยที่พระสุธรรมไมตรีเป็นอัครราชทูต อาจสันนิษฐานได้ว่า การส่งข้าราชการสายทหารมาประจำที่ประเทศรัสเซียน่าจะเป็นความประสงค์ของรัฐบาลสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ให้มาทำงานการข่าวเพื่อติดตามสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังล่อแหลมในประเทศรัสเซีย รวมทั้งเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนสยามในรัสเซียที่สนับสนุนการปฏิวัติด้วย ทั้งนี้ ช่วงเวลาดังกล่าวสัมพันธ์กับการปฏิวัติประชาธิปไตย7 ที่นำโดยดร.ซุนยัดเซนในประเทศจีน (ค.ศ. 1911) และเป็นเวลาเดียวกันกับที่ได้มีการตีพิมพ์เผยแพร่บทความพระราชนิพนธ์เรื่อง “ลัทธิเอาอย่าง” เพื่อปรามกระแสปฏิวัติในกลุ่มข้าราชการยังเติร์กของสยามด้วย ผู้เขียนเชื่อว่ากระแสความคิดปฏิวัติคง ซึมซ่านอยู่ในหัวของนักเรียนสยามในรัสเซียจริง เพราะนายพุ่มเองก็เป็นนักเรียนสยามคนหนึ่งที่เมื่อสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายทหารเสนาธิการแล้ว ก็ตัดสินใจไม่กลับประเทศ แต่เข้ารับราชการในกองพัน

    ทหารม้ารัสเซีย และแม้จะเป็นความจริงว่านายพุ่มหนีออกจากรัสเซียภายหลังเมื่อเกิดการปฏิวัติ แต่นายพุ่มก็เคยเข้าร่วมกับนายทหารรัสเซียฝ่ายนิยมการปฏิวัติอยู่ช่วงหนึ่งเช่นกัน8

    แต่เดิมมีความเข้าใจกันว่ารัฐบาลสยามยุติความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศรัสเซียในปีค.ศ. 1917 แต่จากการสืบค้นเพิ่มเติมในเอกสารนามสงเคราะห์ของกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียสมัย สมบูรณาญาสิทธิราช พบว่า รัฐบาลสยามมิได้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัสเซียในปี ค.ศ. 1917 หรือ ทันทีที่พรรคบอลเชวิคของเลนินเข้ายึดอำนาจรัฐได้สำเร็จ คณะทูตไทยเพียงแต่ย้ายที่ทำการจากตึกเลขที่ 6 ที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1918 ไปอยู่ที่เมืองโวล๊อกดา(Vologda) และเมืองอาร์คานเกลส์ (Arkhangels) ตามลำดับ แล้วจึงถอนตัวออกจากรัสเซียในช่วงปีปลายค.ศ. 1918 สันนิษฐานว่ารัฐบาลสยามยังไม่ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตในปีค.ศ. 1917 ในทันที แต่ให้ติดตามสถานการณ์ในรัสเซียโดยใกล้ชิด โดยเฉพาะชะตากรรมของพระเจ้าซาร์นิโคลัสและครอบครัวที่ถูกฝ่ายบอลเชวิคจับกุม จนแน่ใจว่ารัสเซียเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างแน่นอนแล้ว จึงถอนสถานราชทูตออกจากรัสเซียอย่างเด็ดขาด

    ภายหลังการปฏิวัติสังคมนิยมในรัสเซีย ตึกเลขที่ 6 ได้ถูกยึดเป็นทรัพย์สินของรัฐบาล สังคมนิยมและปรับผังของสถานราชทูตในชั้นที่ 2 ให้เป็นอพารต์เมนต์แบบคอมมูนสำหรับผู้มีรายได้น้อยเข้า อยู่อาศัยจนถึง ปี ค.ศ. 1970 คณะกรรมการบริหารทรัพย์สินของนครเลนินกราด9 มีมติให้ทุบทำลายตึกหลังนี้ทิ้งเนื่องจากที่ตั้งของบ้านบดบังทัศนียภาพของตึกกระทรวงราชนาวี แต่ไม่ได้ดำเนินการเนื่องจากผู้บริการนคร มีงบประมาณไม่เพียงพอในการดำเนินการทุบทำลายตึก ตึกเลขที่ 6 จึงตั้งเด่นเป็นสง่ามาจนถึงทุกวันนี้

    ตึกเลขที่ 6 แม้ในปัจจุบันก็ยังจัดว่าตั้งอยู่ในทำเลเกียรติยศแห่งหนึ่งของนครเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ติดกับพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจซึ่งก็คือพระราชวังฤดูหนาวในอดีต ตึกหมายเลข 2 คือกองบัญชาการกองทัพเรือ ซึ่งก็คือกระทรวงราชนาวีในอดีต ตึกหมายเลข 8 ถัดออกไปคืออดีตวังของเจ้าชายมิฮาอิล มิไฮโลวิชซึ่งมีชะตาชีวิตคล้ายคลึงกับสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ ที่แอบไปสมรสนอกประเพณีกับสามัญชนชาวต่างชาติจนถูกเพิกสิทธิ์การขึ้นครองอำนาจในเวลาต่อมา10 ถัดออกไป คือ ตึกหมายเลข 10 อดีตบ้านพักของนายจอร์ช ลารอช ศิษย์เอกชาวฝรั่งเศสของคีตกวีรัสเซียปีเตอร์ ไชคอฟสกี้ และฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเนียวา เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

    ปัจจุบัน ในตัวตึกเลขที่ 6 แบ่งเป็นที่ทำการของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง เป็นสำนักงานทางธุรกิจสำหรับหลายบริษัท และบางส่วนยังเป็นอพารต์เมนต์สำหรับการเช่าอาศัย สำหรับพื้นที่ชั้นที่ 2 ของบ้านซึ่งแต่เดิมเป็นสถานราชทูตสยามและทำเนียบราชทูตสยามนั้น ยังคงเป็นอพารต์เมนต์อยู่จน ณ วันนี้


    เอกสารอ้างอิง

    1. เอกสารจากหอเอกสารประวัติศาสตร์แห่งชาติ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หมวดสมัยก่อนการปฏิวัติค.ศ. 1917 พิพิธภัณฑ์เอกสารประวัติศาสตร์นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก แฟ้มหมายเลขที่ 66 ถึงหมายเลขที่ 115 แผนกหมายเลขที่ 110 และ หมายเลขที่ 889
    2. วารสารรายปีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ระหว่างปีค.ศ. 1898-ค.ศ. 1917 พิพิธภัณฑ์เอกสารประวัติศาสตร์กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กรุงมอสโก
    3. เอกสารอนุสรณ์สถาปัตยกรรมเลนินกราด พิมพ์ปีค.ศ. 1975 หน้า 488
    4. หนังสือประวัติกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ภาคที่ 1 ค.ศ. 860 – ค.ศ.1917
      สำนักพิมพ์ Olma-Press กรุงมอสโก จัดพิมพ์ในปีค.ศ. 2002 ในโอกาสครบรอบ
      300 ปีการก่อตั้งกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย


    1 แม้จะมีความเข้าใจโดยทั่วไปว่าการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก ของรัชกาลที่ 5 มีจุดประสงค์เพื่อสร้างพันธมิตรกับผู้นำประเทศในยุโรปโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ทั้งกับขั้วพันธมิตรฝรั่งเศส-รัสเซีย และกับขั้วทรอยก้า (Troika) เยอรมัน-ออสเตรีย-ฮังการี ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำยุโรปที่เป็นปฏิปักษ์ซึ่งกันและกัน แต่ยังมีเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังของนโยบายสร้างดุลยภาพแห่งอำนาจดังกล่าว ซึ่งก็ คือการสร้างพันธมิตรที่ลึกซึ้งกับผู้นำของทั้งสองขั้วไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ตามที่ยินดีทำหน้าที่ประกันเอกราชให้แก่สยามซึ่งหมายถึงรัสเซียและเยอรมนี ทั้งนี้ มีเอกสารที่เชื่อถือได้หลายฉบับระบุถึงการเจรจาระหว่างผู้นำที่จะยินยอมให้รัสเซียใช้สยามเป็นสถานีเชื้อเพลิงสำหรับกองทัพเรือรัสเซียในการปฏิบัติภารกิจในมหาสมุทรแปซิฟิก และให้เยอรมนีใช้เกาะปีนังตั้งฐานทัพเรือเพื่อควบคุมเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ในมหาสมุทรอินเดีย

    2 สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ประสูติเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1882 เสด็จไปทรงศึกษาวิชาการทหารที่ประเทศรัสเซียเมื่อปีค.ศ. 1898 เมื่อพระชนมพรรษา 16 ปี เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก Corps de Pages และสำเร็จการศึกษาเมื่อปีค.ศ. 1902 ด้วยคะแนนสูงสุดของรุ่นและมีพระนามติดบอร์ดของโรงเรียนซึ่งยังปรากฏให้เห็นจนถึงทุกวันนี้ จากนั้นเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายทหารเสนาธิการ ระหว่างปีค.ศ. 1903-1905 ทรงพระยศเป็นพันเอกพิเศษของกองทัพบกรัสเซียและเป็นนายทหารในกรมทหารม้ารักษาพระองค์ก่อนเสด็จกลับประเทศสยาม

    3 โรงเรียน Corps de Pages เป็นชื่อฝรั่งเศสและชื่อทางการของโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก การใช้ภาษาฝรั่งเศสเรียกชื่อโรงเรียนเป็นเพราะค่านิยมของสังคมรัสเซียในสมัยศตวรรษที่ 18-19 ที่ถือว่าภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาของสังคมชั้นสูงในขณะที่ภาษารัสเซียจะใช้สื่อสารกันในสังคมระดับล่างและชาวนา

    4 นายพุ่ม มีชื่อเต็มว่า พุ่ม สาคร เป็นสามัญชน และนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ ไปศึกษาวิชาการทหารที่รัสเซียรุ่นเดียวกับสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลือกให้เป็นนักเรียนคู่แข่งและพระสหายของสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ และศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนเดียวกันจนจบการศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการในประเทศรัสเซีย ภายหลังสำเร็จการศึกษาแล้ว นายพุ่มตัดสินใจไม่กลับประเทศ ได้เปลี่ยนสัญชาติเป็นชาวรัสเซีย และหันมานับถือศาสนารัสเชี่ยนออร์โธดอกซ์ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็นนายนิโคลัย พุ่มสกี้ (Nikolai Pumsky) และเข้ารับราชการในกองทัพบกรัสเซียจนมียศเป็นพันเอก ต่อมาได้หันไปร่วมกับนายทหารรัสเซียที่นิยมการปฏิวัติอยู่พักหนึ่ง แต่ได้หลบหนีออกจากประเทศรัสเซียไปประเทศฝรั่งเศสเมื่อเกิดการปฏิวัติในประเทศรัสเซียในปีค.ศ. 1917 และใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายที่ประเทศอังกฤษก่อนถึงแก่กรรมในปีค.ศ. 1947

    5 จดหมายของนายพุ่มถึงครูสอนภาษารัสเซียฉบับวันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 1900 ยังมีหัวหนังสือเป็นพระราชวังฤดูหนาวอยู่ แต่ระบุเป็นครั้งแรกว่าได้ย้ายมาอยู่ทีอพาร์ตเมนต์หลังใหม่แล้ว ส่วนฉบับที่สองวันที่ 19 มีนาคมค.ศ. 1900 มีหัวหนังสือเป็นชื่อสถานราชทูตไทย เลขที่ 6 ถนนเลียบแม่น้ำกระทรวงราชนาวี กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

    6 สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ในระหว่างเสด็จประเทศรัสเซียได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารแล้ว

    7 การปฏิวัติปีค.ศ. 1911 ในประเทศจีน อยู่ในกระแสเดียวกันกับการปฏิวัติประชาธิปไตยซึ่งเริ่มต้นที่ฝรั่งเศสในปีค.ศ. 1789 การปฏิวัติในยุโรปปีค.ศ. 1948 การปฏิวัติเมจิ ปี ค.ศ. 1867 การปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 และอาจรวมการปฏิวัติ 2475 ในประเทศไทยด้วย โดยมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การยกเลิกระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชและสถาปนาระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยขึ้นมา

    8 การปฏิวัติในจีนมีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อพัฒนาการทางการเมืองในเอเชียเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ในประเทศที่มีสถานะเป็นเมืองขึ้น เช่น อินเดีย และเวียดนาม แต่มิใช่ในสยาม เพราะการที่สยามมิได้ตกเป็นเมืองขึ้น จึงมิได้สร้างเงื่อนไขสำคัญของปฏิวัติให้เกิดขึ้น การปฏิวัติ 2475 มีปัจจัยมาจากอิทธิพลความคิดประชาธิปไตยตะวันตกซึ่งแพร่เข้ามาพร้อมกับนักเรียนทุนที่กลับจากศึกษาในประเทศยุโรปโดยเป็นปัจจัยที่เข้ามาสนับสนุนปัจจัยภายในคือสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำของสยาม อย่างไรก็ตาม ในสยาม ได้เกิดขบวนการนิยมจีนในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเลและดำเนินการเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนขบวนการก๊ก มิน ตั๋งที่ขึ้นมาปกครองประเทศจีน ต่อมาส่วนที่เป็นปีกซ้ายสุดของขบวนการนิยมจีนในสยามสนับสนุนการจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนสาขาสยามขึ้นในปี 2472 ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นฐานสำหรับการจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (Maoist) ในปี 2504

    9 เลนินกราดเป็นชื่อเดิมของนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในปัจจุบัน ชื่อกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นกรุงเปโตรกราดเมื่อปีค.ศ. 1914 เพื่อชำระล้างความเป็นเยอรมนีซึ่งเป็นขั้วปฏิปักษ์กับรัสเซียตั้งแต่ที่สองประเทศได้เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ออกจากสังคมรัสเซียเนื่องจากชื่อเมืองที่ลงท้ายด้วย “เบิร์ก” ให้ความหมายที่เป็นเยอรมนีมากกว่ารัสเซีย ต่อมารัฐบาลสังคมนิยมรัสเซียได้เปลี่ยนชื่อกรุงเปโตรกราดมาเป็นเลนินกราดตั้งแต่ปีค.ศ. 1924 ( จนถึงปีค.ศ. 1991) เพื่อรำลึกถึงการเสียชีวิตของนายวลาดิมีร์ เลนินผู้นำการปฏิวัติสังคมนิยม และเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายในปีค.ศ. 1991 เมืองเลนินกราดถูกเปลี่ยนชื่อกลับมาเป็นนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กอีกครั้งหนึ่งจนถึงปัจจุบันนี้

    10 เจ้าชายมิฮาอิล มิไฮโลวิช ได้รับการสถาปนาเป็นพระยุพราชในสมัยพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 แอบไปอภิเษกสมรสนอกประเทศกับ Countess de Torby ชาวอังกฤษ ในปีค.ศ. 1891 ซึ่งพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 ไม่ยอมรับการอภิเษกสมรสครั้งนี้ โดยไม่อนุญาตให้ Countess de Torby เข้าประเทศรัสเซีย ส่วนจ้าชายมิฮาอิล มิไฮโลวิชถูกตัดสิทธิ์การสืบราชสมบัติ

    อ่านบทความอื่นๆในหมวดสถานทูต:
    • สยามสโกเย ปาโซลสตวา ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (วัฒนะ คุ้นวงศ์)
      ...
    บทความทั้งหมด >>>
    
     
    กรุงเทพมหานคร
    มอสโก
    เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
    วลาดิวอสต็อก
    เคียฟ
    เยเรวาน
    อัลมาตี
    ทาชเคนท์
    Москва информер погоды
    Банкок информер прогноз погоды
    เรื่องเด่น
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเยือนรัสเซีย
    บทความ
    รัสปูติน บทที่ 2 โศกนาฎกรรมในวัยเด็ก

    โดย กุมภกา
    รัสปูติน Grigori Yefimovich Rasputin ????????? ????????? ????????? บุคคลที่มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์รัสเซีย และชะตาชีว ...
    รูดอล์ฟิโอ ตอนที่ 2

    โดย วาเลนติน ราสปูติน (เขียน)
    ก่อพงษ์ อัศวไชยวศิน (แปล)

    ภาพโดย ????????? ????? ????????????? ******************* สองวันถัดมา เขาได้รับงานด่วน ต้องเดินทางขึ้นเหนือ กว่าจะกลับก็อีกสองอาทิตย์ . ...

    *** สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ขอสงวนลิขสิทธิ์ในงานเขียนและงานแปลทุกชิ้น ***

    Copyright © 2008-2012 Royal Thai Embassy. All Rights Reserved.