Home
РУССКИЙ   IN ENGLISH    ประกาศ: Announcement by the National Legislative Assembly on the Invitation for the Ascension of the Heir to the Throne ** รัฐบาลไทยโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขอเชิญลงนามน้อมเกล้าแสดงความอาลัยถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพลอดุลยเดช ** พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วันที่ 15 ตุลาคม 2559 เวลา 23.30 น. ** กิจกรรมสอท.: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก จัดงานเลี้ยงรับรองวันกองทัพไทย ** การจัดงานพิธีสตมวารของ สอท. ณ กรุงมอสโก เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ** ข่าว: ตารางแสดงวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรและราคากลาง (ราคาอ้างอิง) ในการจัดซื้อจัดจ้างที่มิใช่งานก่อสร้าง ** The Royal Rainmaking **
Home
  • ความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย
  • สถานเอกอัครราชทูต
  • พื้นที่ในความรับผิดชอบ
  • สถานกงสุลในรัสเซียและ CIS
  • กิจกรรมสถานทูต
  • ข่าวและข้อมูลที่น่าสนใจ
  • ฝ่ายกงสุล
  • การศึกษารัสเซีย
  • ดาวน์โหลดเอกสารและแบบฟอร์ม
  • ข่าวงาน

  • 















    ติดต่อเรา
    Bolshaya Spasskaya 9
    Moscow 129090, Russia

    โทร: +7495 608-0856
    หมายเลขฉุกเฉิน:
    +๗๙๑๖ ๙๓๙-๒๑๕๕
    แฟกซ์: +7 (495) 690 - 9659

    รายละเอียดและแผนที่ >>>

    เอเชียกลางในกระแสอารยะธรรมโลก ตอนที่ 2 - สอท. ณ กรุงมอสโก : เอเชียกลางในกระแสอารยะธรรมโลก ตอนที่ 2 - สอท มอสโก

    รวมบทความ / CIS /

    เอเชียกลางในกระแสอารยะธรรมโลก ตอนที่ 2

    วัฒนะ คุ้นวงศ์
    พฤษภาคม 2549

    นักรบเร่ร่อนคอซแซคส์ : ประกายไฟไหม้ลามทุ่ง

    ในรัสเซียและในเตอร์กิสถาน(7)ซึ่งถูกผนวกเข้าอยู่ในระบบการปกครองของอาณาจักรมองโกลด้วยนั้น เป็นอาณาจักรคิปแช็ค(Kipchak) ซึ่งเป็นระบบการปกครองของชาวมองโกล-ตาตาร์ที่เจงกีส ข่านยกให้ดอร์จิ ลูกชายคนโตของเจงกีส ข่านปกครอง เมืองศูนย์กลางของอาณาจักรคิปแช็คอยู่ที่เมืองคาซาน(8) (Kazan) กษัตริย์ของอาณาจักรคิปแช็คเป็นข่านซึ่งเรียกว่าข่านแห่ง Golden Horde รับส่วยและเครื่องบรรณาการจากบรรดาเจ้าผู้ครองนครรัฐหรืออุปราชตาตาร์(Tatar) ในมอสโก เคียฟ(Kiev) นอฟกอร็อด(Novgorod) และอาสตราคานด์(Astrakhand) ที่ถวายให้ในฐานะประเทศราชที่อยู่ไต้อำนาจการปกครอง อาณาจักรคิปแช็กเสื่อมสลายช้ากว่าการเสื่อมสลายของอาณาจักรมองโกลที่ปักกิ่ง คือหลังจากที่ราชวงศ์หยวนถูกโค่นล้มลงไปแล้วเกือบหนึ่งศตวรรษ ปัจจัยสำคัญที่แสดงบทบาททำลายความแข็งแกร่งของอาณาจักรคิปแช็ก มิใช่อยู่ที่การลุกขึ้นต่อต้านของชาวรัสเซีย หากอยู่ที่การต้องทำสงครามกับพวกเร่ร่อนพวกหนึ่งที่มีหลักแหล่งอยู่บริเวณตะวันออกของยูเครนและทางไต้ของรัสเซีย พวกเร่ร่อนพวกนี้เป็นชาวยูเครนและสืบเชื้อสายมาจากประชากรที่ผสมผสานระหว่างสลาฟกับมองโกล พวกเร่ร่อนพวกนี้เป็นชาวคริสต์ บูชาเสรีภาพและรักการผจญภัย มีความสามารถในการใช้ม้าทำการสู้รบไม่แพ้บรรพชนของตนซึ่งเป็นชาวมองโกลเมื่อหนึ่งพันปีก่อน และด้วยความรักในเสรีภาพ พวกเร่ร่อนชาวคริสต์พวกนี้จึงเป็นกลุ่มแรกที่ปฏิเสธการถวายเครื่องราชบรรณาการและส่วยให้แก่ข่านของอาณาจักรคิปแช็ก และดังนั้นจึงทำสงครามต่อต้านระบบการปกครองมองโกล-ตาตาร์ของอาณาจักรคิปแช็กตลอดเวลาเกือบหนึ่งร้อยปีในช่วงศตวรรษที่ 14 และ 15 อาณาจักรคิปแช็กอ่อนกำลังลงเพราะสาเหตุนี้ พวกเร่ร่อนชาวคริสต์ที่เป็นสาเหตุการเสื่อมสลายของระบบปกครองมองโกล-ตาตาร์นี้ เรารู้จักกันดีในนามว่าพวกทหารคอซแซ็คส์(Cossacks)(9)


    "Cossacks writing letter to Turkish Sultan" (1880-1891) Iliya Repin

    การอ่อนกำลังลงของระบบปกครองมองโกล-ตาตาร์ทำให้เจ้าผู้ครองนครใหญ่น้อยของรัสเซียซึ่งมีจำนวนมากกว่า 20 นครรัฐ กล้าที่จะแข็งเมืองกับข่านมองโกล-ตาตาร์ที่ละเล็กทีละน้อย จนในที่สุดนครรัฐมอสโกซึ่งมีเจ้าชายอิวานที่ 3 (10) (Ivan III) เป็นอุปราชได้ก่อการกบฏประกาศอิสรภาพต่ออาณาจักรคิปแช็กและยุติการส่งส่วยและบรรณาการต่อข่านมองโกล-ตาตาร์ตั้งแต่ปีค.ศ. 1480 ซึ่งถือเป็นปีที่รัสเซียประกาศอิสรภาพจากแอกของมองโกล-ตาตาร์ พร้อมกันนั้น ได้ส่งกำลังทหารเข้ายึดครองเมืองนอฟกอร็อด ศูนย์กลางนครรัฐและการค้าของแคว้นทางฝั่งทะเลบอลติก ประกาศความเป็นจักรวรรดิรัสเซียพร้อมกับประกาศให้มอสโกเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรโรมันที่ 3 ต่อจากกรุงคอนสแตนติโนเปิล(Constantinople) ที่ถูกทำลายล้างลงโดยพวกอนารยะชนจากอาหรับในปีค.ศ. 1476 พร้อมกันนั้น ก็ได้นำสัญลักษณ์พญาอินทรีย์สองเศียรซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอาณาจักรไบแซนไทน์ (Bizantine) มาเป็นสัญลักษณ์ของจักรวรรดิ์รัสเซียตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน และนำตำแหน่งซาร์ (Tzar)ซึ่งเป็นภาษาสลาฟจากคำว่าซีซาร์ในภาษาโรมัน มาใช้เรียกกษัตริย์ของจักรวรรดิ์รัสเซียตั้งแต่รัชสมัยของพระเจ้าอิวานที่ 4 หรืออิวานผู้โหดเหี้ยม(11) จนถึงซาร์นิโคลัสที่ 2 กษัตริย์องค์สุดท้ายของรัสเซีย แม้พระเจ้าอิวานที่ 4 จะมีตำแหน่งเป็นพระเจ้าซาร์หรือซีซาร์ของอาณาจักรโรมัน แต่พฤติกรรมเป็นตาตาร์มากกว่าชาวยุโรป ปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยระบอบอัตตาธิปไตยที่ใช้อำนาจอย่างไม่จำกัดตามวิถีการปกครองแบบเอเชีย(Eastern Depotism) และรับคำสอนของคริสต์ศาสนาในแบบออร์ธอดอกซ์ที่เผยแพร่เข้ามาในรัสเซียผ่านเข้ามาทางคอนสแตนติโนเปิลจากหมอสอนศาสนาชาวบัลแกเรียตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ร่วมสามร้อยปีก่อนที่มองโกลจะเข้ามาปกครอง

    มองโกลกับราชวงศ์โมกุล(Mogul)ในอินเดีย

    ในเตอร์กิสถาน การล่มสลายของอาณาจักรคิปแช็คมาพร้อมกับการปรากฏตัวของอามีร์ ติมูร์(Amir Timur) หรือติมูร์เลน ผู้นำพวกเร่ร่อนในเอเชียกลางดินแดนในส่วนที่เป็นของอุซเบกิสถานในปัจจุบัน ติมูร์เป็นพวกเร่ร่อนชาวเติร์กและด้วยถือตนว่าเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากเจงกิส ข่าน ทางสายของฝ่ายแม่ ติมูร์หวังที่จะฟื้นฟูอำนาจของอาณาจักรมองโกลให้กลับรุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นผู้นำพวกเร่ร่อนจากเมืองซามาร์คานด์ (Zamarkhand) ใช้กำลังเข้าล้มระบบการปกครองของอาณาจักรคิปแช็คที่อ่อนแอ เหมือนที่อิวานที่ 3 ได้ทำมาแล้วในรัสเซีย และขยายอำนาจของตนไปทั่วอาณาจักรเตอร์กิสถาน ไปยังไซบีเรีย ใช้ความเหี้ยมโหดเข้ายึดอินเดียจนถึงแคว้นปันจาบซึ่งเป็นดินแดนที่บรรพบุรุษรุ่นแล้วรุ่นเล่าของเขาไม่เคยทำสำเร็จมาก่อน เข้ายึดซีเรียและทำให้อียิปต์เป็นเมืองขึ้น ก่อนที่ติมูร์เลนจะขยายอาณาจักรไปกว้างกว่านี้ โดยเฉพาะการเข้าไปปกครองอินเดีย ติมูร์เลนได้เสียชีวิตลงเสียก่อนในปีค.ศ. 1405

    ในยุคสมัยของติมูร์เลน ติมูร์เลนปกครองอาณาจักรของตนด้วยความเหี้ยมโหด ปล้นสะดมจากพ่อค้าตามเส้นทางสายไหมและนำทรัพย์สมบัติที่ปล้นมาได้มาสร้างความรุ่งเรืองอลังการ์ให้กับเมืองซามาร์คานด์ สถาปัตยกรรมในเมืองซามาร์คานด์ที่ปรากฏตัวอยู่จนถึงทุกวันนี้ล้วนถูกสร้างขึ้นในสมัยของติมูร์เลนเกือบทั้งสิ้น ชื่อเสียงของติมูร์เลนในฐานะนักรบผู้ยิ่งใหญ่เขื่องพอๆกับความเป็นทรราชย์ของเขาซึ่งกล่าวขานกันว่า ติมูร์คือผู้ซึ่งใช้กะโหลกศีรษะของทหารศัตรูทั้งกองทัพ กองแล้วกองเล่า แล้วซีเมนต์เข้ากับโคลนและปูนก่อนที่จะนำไปปั้นเป็นปราสาท หอคอยและกำแพงเมือง

    ซามาร์คานด์ในสมัยของติมูร์เลนยิ่งใหญ่ไม่แพ้ไคโรและโรมทางด้านการทหาร และไม่แพ้กรุงคอนสแตนติโนเปิลและกรุงปักกิ่งในด้านวิทยาการในสมัยของอูลูกเบ็ก(Ulughbek) หลานของติมูร์และปัญญาชนที่ปกครองซามาร์คานด์ระหว่างปีค.ศ. 1409-1449 ซามาร์คานด์กลายเป็นศูนย์กลางวิทยาศาสตร์ของโลกในสมัยกลาง เป็นแหล่งชุมนุมของนักดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชั้นนำของโลก อุซเบกิสถานจึงได้ชื่อในเวลาต่อมาว่าเป็นชาติแรกที่ประดิษฐ์ Sectant ซึ่งเป็นเครื่องมือทางดาราศาสตร์ในการคำนวณการเดินทางของดวงดาวและเป็นฐานคิดให้โคเปอร์นิคัสในการวางรากฐานวิชาดาราศาสตร์ในเวลาต่อมา

    เอเชียกลางคือแหล่งอารยะธรรมของโลกแม้ก่อนหน้าที่อูลุกเบ็กจะขึ้นมาปกครอง ใครจะทราบบ้างว่าวิชาอัลจีบร้า (Algebra) ที่เป็นแขนงหนึ่งของคณิตศาสตร์สมัยใหม่ คิดค้นโดยนักคณิตศาสตร์ชาว
    ซามานิด(Samanid) ในเอเชียกลางช่วงศตวรรษที่ 9 ชื่ออัล-เจเบอร์(Al-jebr) คำว่า Algebra แผลงมาจากชื่อ Al-jebr ไม่เพียงแต่เท่านั้น วิชาเลขแขนงหนึ่งที่เรารู้จักกันว่าอัลกอริธึ่ม(Algorithm) คิดค้นโดยนักคณิตศาสตร์เอเชียกลางชื่อ อัล-โคริซึม(Al-Khorezmi) ซึ่งมีชีวิตระหว่างปีค.ศ. 787-850 คำว่า Algorithm แผลงมาจากชื่อ Al-Khorezm

    ในปีค.ศ. 1505 บาเบอร์ (Baber) ผู้นำเผ่าเร่ร่อนชาวเติร์กและผู้สืบเชื้อสายมาจากอามีร์ ติมูร์ ซึ่งก็คือผู้สืบเชื้อสายมาจากเจงกีส ข่าน รวบรวมไพร่พลข้ามเทือกเขาฮินดูกูช (Hindu Kush) เข้ายึดอัฟกานิสถานได้สำเร็จและตั้งตนเป็นผู้ปกครองอัฟกานิสถานและนำกำลังพลผ่านช่องเขาไคเบอร์เข้าตีแคว้นปันจาบ(Punjab) ของอินเดีย จุดหมายแรกในการยึดครองอินเดียหลังจากที่บรรพชนของตน (อามีร์ ติมูร์)ได้ทำมาแล้วเมื่อศตวรรษก่อน บาเบอร์เข้ายึดนครเดลีสำเร็จในปี ค.ศ. 1525 และตั้งตนเป็นจักรพรรดิ์แห่งฮินดูสถาน (Hindustan)มีอาณาจักรจนไปสุดดินแดนเบงกอล (Bengal)

    ภายหลังการเสียชีวิตของบาเบอร์ในปีค.ศ. 1530 อินเดียถูกปกครองโดยลูกหลานของบาเบอร์(ค.ศ. 1526-2530) ที่สืบทอดอำนาจจากพ่อถึงลูกต่อไปอีก 5 รัชสมัย ฮูมายุน (Humayun ค.ศ. 1530-1556) อัคบาร์ (Akbar ค.ศ.1556-1605) เจฮังกีร์ (Jehungir ค.ศ. 1605-1628) ชาห์ เจฮาน (Shah Jehan ค.ศ. 1628-1658) และโอรุงเซบ(Aurungzeb ค.ศ. 1658-1707) โดยเฉพาะ ในรัชสมัยของ อัคบาร์ กษัตริย์รุ่นที่ 3 และหลานของบาเบอร์ สร้างความเจริญให้อินเดียอย่างสูงสุด ทัช มาฮาลคือยอดปิรามิดของอารยธรรมอุซเบ็กในอินเดีย นอกจากพระเจ้าอโศก มหาราชแล้ว อัคบาร์คือมหาราชของอินเดียอีกพระองค์หนึ่งที่ได้รับยกย่องสูงสุดให้เป็นรัฐบุรุษของอินเดีย กษัตริย์ 6 รัชสมัยที่ปกครองอินเดียเป็นเวลาถึง 114 ปีนั้นคือกษัตริย์ภายใต้ราชวงศ์โมกุล (12) อันยิ่งใหญ่ซึ่งผลักดันให้ภารกิจการฟื้นฟูอาณาจักรมองโกลในอินเดียสำเร็จลงได้ตามอุดมการณ์และความฝันของอามีร์ ตีมูร์โดยสมบูรณ์แบบ

    ดังที่ได้กล่าวแล้วถึงบทบาทของพวกเร่ร่อนชาวคริสต์ที่มีหลักแหล่งอยู่ตามบริเวณแนวทุ่งหญ้าสเตปป์ทางตอนไต้ของรัสเซียและตะวันออกของยูเครนและที่เรียกว่าคอซแซ็ค ในการบั่นทอนอำนาจของอาณาจักร Golden Horde ของมองโกล-ตาตาร์และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นครรัฐมอสโกภายใต้การนำของเจ้าชายอิวานที่ 3 ประกาศเอกราชจากการเป็นประเทศราชของอาณาจักรมองโกลได้สำเร็จ คอซแซ็คมิใช่เชื้อชาติ แม้จะมีรากเหง้ามาจากซินเธียนส์และฮวน-นั้งเมื่อ 1500 ปีก่อน แต่เป็นการรวมตัวของพวกเร่ร่อนหลายเผ่าพันธุ์และเชื้อชาติศาสนา คือพวกที่ไม่ชอบอยู่ภายไต้การปกครองของใครซึ่งย่อมต้องรวมไปถึงทาสและไพร่ที่หลบหนีจากการจองจำของเจ้าที่ดินศักดินาในยุโรป อาชญากรทั้งที่ประพฤติผิดโดยเจตนาและที่ถูกบังคับให้เป็นโจร แม้กระทั่งพวกเร่ร่อนชาวตาตาร์ที่หลบหนีออกจากการปกครองของอาณาจักรตนเอง(มองโกล-ตาตาร์) ชนเผ่าคอซแซคส์ที่ใหญ่ที่สุดและเป็นผู้นำของคอซแซคส์ทั้งมวล คือคอซแซคส์ยูเครนจากลุ่มแม่น้ำดนีเปอร์และคอซแซคส์รัสเซียจากลุ่มแม่น้ำดอน และด้วยผลประโยชน์ที่สอดคล้องกันระหว่างพวกคอซแซคส์ที่ต้องการแสวงหาดินแดนใหม่ที่ไม่มีใครจับจองและเป็นเจ้าของมาก่อนกับผลประโยชน์ของจักรวรรดิรัสเซียที่ต้องการขยายอาณาจักรออกไปในทุกทิศทุกทางโดยเฉพาะ ทางตะวันออกซึ่งไม่มีศัตรูที่แข็งแกร่งเป็นอุปสรรค เหมือนเช่น ทางตะวันตกที่มีอาณาจักออโตมานขัดขวาง หรือทางไต้ที่การขยายอำนาจทางเรือของอังกฤษและฝรั่งเศสขัดขวาง พวกคอซแซคส์จึงได้กลายเป็นทัพหน้าและอาวุธอันทรงพลังของจักรวรรดิรัสเซียในการบุกเข้าตีอาณาจักรของชาวมองโกล-ตาตาร์ที่กระจัดกระจายตามเส้นทางการบุกเบิกดินแดนใหม่ทางตะวันออก เริ่มจากเตอร์กิสถานในเอเชียกลาง ขึ้นไปในไซบีเรียและสิ้นสุดที่แม่น้ำอามูร์ทางทิศตะวันออกไกล

    ความอ่อนล้าลงของอาณาจักรมองโกลในเอเชียกลางในช่วง 2 ถึง 3 ศตวรรษหลังเจงกีส ข่าน และตีมูร์เลนหมดอำนาจลงไปนั้น เป็นสิ่งที่อธิบายได้ไม่ง่ายนัก การเปลี่ยนแปลงสภาพดินฟ้าอากาศในช่วงศตวรรษที่ 15-18 ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของเอเชียกลางที่มาพร้อมกับดินดำและทุ่งหญ้าสเตปป์หายไปพร้อมกับสัดส่วนของพื้นที่ทะเลทรายที่มากขึ้น อาจเป็นสาเหตุสำคัญ แต่การฟื้นฟูศิลปวิทยาการของยุโรปภายหลังยุคกลาง โดยเฉพาะการค้นพบวิชาคณิตศาสตร์สมัยใหม่ วิชาฟิสิคส์และวิชาดาราศาสตร์ ทำให้การเดินเรือระหว่างมหาสมุทรเป็นเรื่องไม่ยากอีกต่อไปสำหรับชาวยุโรป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นไป ยุคของการล่าอาณานิคมของพวกมองโกล-ตาตาร์และของชาวเติร์กจบสิ้นลงแล้ว และนับจากนี้ไปดินแดนของพวกเขาทางตะวันออกตั้งแต่เทือกเขายูราล เอเชียกลางทั้งภูมิภาค ไซบีเรีย จนถึงดินแดนชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก รวมไปถึงมองโกเลียบ้านเกิดเมืองนอนของผู้รุกรานเองด้วย กำลังถูกรุกราน ถูกเข้ายึดครองโดยชาวรัสเซียซึ่งเริ่มต้นในสมัยพระเจ้าอิวานในศตวรรษที่ 16 จนจบลงที่รัสเซียในสมัยสหภาพโซเวียตในศตวรรษที่ 20

    เมื่อผู้รุกรานถูกรุกราน

    พระเจ้าอิวานที่ 4 หรืออิวานผู้เศร้าสร้อย (ในภาษารัสเซีย)(13) คือผู้นำชาวรัสเซียคนแรกที่รวบรวมนครรัฐของชาวรัสเซียที่กระจัดกระจายกว่า 20 นครรัฐให้เป็นปึกแผ่นหรือที่เรียกว่าจักรวรรดิในเวลาต่อมา การขยายดินแดนของรัสเซียมีปรัชญาเบื้องหลังอยู่เพียงประการเดียวคือการแสวงหาทางออกทะเลและเป็นปรัชญาที่ขับเคลื่อนนโยบายภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียตั้งแต่ในอดีตจนถึงสมัยปัจจุบันนี้ ดังนั้น พระเจ้าอิวานเริ่มต้นทำสงครามกับนครรัฐของสวีเดนและโปแลนด์ก่อนเพื่อยึดเมืองนอฟกอร็อด(Novgorod) ซึ่งเป็นเส้นทางออกทางทะเลที่ทะเลบอลติก(Baltic) จากนั้นทำสงครามกับบรรดานครรัฐของพวกมองโกล-ตาตาร์ที่ยังกระจัดกระจายอยู่ในลุ่มแม่น้ำโวลก้า(Volga) อย่างไม่ปรานี เพื่อยึดครองอาสตราคานด์(Astrakhand) ซึ่งเป็นเมืองท่าที่ทะเลสาบแคสเปียน (Caspian) การยึดดินแดนของข่านมองโกล-ตาตาร์ตามลุ่มแม่น้ำโวลก้าเป็นการครอบครองเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมทะเลบอลติกกับทะเลสาบแคสเปียนเข้าด้วยกัน รวมทั้ง เป็นเส้นทางสำหรับจักรวรรดิรัสเซียขยายเข้าเอเชียกลางในเวลาต่อมา การเข้ายึดดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลในไซบีเรียสามารถเริ่มต้นอย่างจริงจังได้ ในภายหลังที่อาณาจักรมองโกล-ตาตาร์ถูกโค่นลงโดยสิ้นเชิงแล้ว ดินแดนตั้งแต่สันเขาของเทือกเขายูราล(Ural)ไปทางตะวันออกจนจรดดินแดนบริเวณทะเลสาบไบคาล(Lake Baikal)ซึ่งต่อมาเรียกว่าไซบีเรียนั้น เป็นดินแดนรกร้างว่างเปล่า มีแต่พวกเร่ร่อนคอซแซคส์(Cossack) เท่านั้นที่สามารถทำหน้าที่ทัพหน้าฝ่าความทุระกันดารเข้ามาบุกเบิกได้ มา รัสเซียส่งนักสำรวจพร้อมทหาร Cossacks บุกไซบีเรียและภาคตะวันออกไกลโดยใช้เส้นทางแม่น้ำและตั้งสถานีของตนขึ้นในบริเวณพื้นที่อุดมสมบูรณ์ตามลุ่มแม่น้ำสายสำคัญของไซบีเรียและพัฒนาเป็นเมืองสำคัญในช่วงเวลาต่อมา เช่น เมืองทอมสค์ Tomsk บนฝั่งแม่น้ำอ๊อบ (Ob) เมืองคราสโนยาร์สค์(Krasnoyarsk) บนฝั่งแม่น้ำแม่น้ำเยนิเซ (Yenisei) และเมืองยาคุตสค์ (Yakutsk) บนฝั่งแม่น้ำแม่น้ำเลียนา (Lena) เป็นต้น การเข้ายึดพื้นที่ซึ่งต่อมาได้สถาปนาเป็นเมืองยาคุตสค์ ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของจักรวรรดิรัสเซียในเส้นทางล่าอาณานิคมไปยังเอเชียและตะวันออกไกลเพื่อแสวงหาดินแดนที่ทำกินสำหรับไพร่ติดที่ดินในรัสเซียเขตยุโรป ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แร่เงินที่กำลังขาดแคลนในรัสเซียและการหาทางออกทางทะเล เยฟเกนี คาบารอฟ (Evgeny Khabarov) คือผู้บุกเบิก (pioneer) ที่นำกำลังไพร่พลจากสถานีที่ยาคุตสค์ เข้ามาสร้างสถานีใหม่บนแม่น้ำอามูร์ (Amur) ซึ่งเชื่อว่าเป็นแหล่งแร่เงินที่สำคัญในช่วงกลางของศตวรรษที่ 17 ซึ่งทำให้รัสเซียต้องเริ่มต้นทำสงครามกับจีนเพื่อช่วงชิงและขยายดินแดนในบริเวณลุ่มแม่น้ำอามูร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นของจักรวรรดิรัสเซีย โดยเฉพาะ ผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ การหาทางออกทะเลทางมหาสมุทรแปซิฟิก การแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ และความจำเป็นที่รัสเซียต้องมีอู่ต่อเรือบนฝั่งแม่น้ำอามูร์ซึ่งกลายเป็นเมืองคาบารอฟสค์ (Khabarovsk) ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา

    รัสเซียสามารถยึดครองดินแดนไซบีเรียและภาคตะวันออกไกลที่ละส่วนจนรัสเซียมีอาณาจักรจรดมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นครั้งแรกในปีค.ศ. 1850 เป็นต้นมา ในเวลาเดียวกับที่พระเจ้าอิวานขยายอาณาจักรรัสเซียไปตะวันออกนั้น จีนในสมัยราชวงศ์แมนจูได้เริ่มต้นขยายอาณาจักรของตนแผ่คลุมเอเชียในทุกทิศทุกทาง อาณาจักรแมนจูบุกเข้ายึดครองอำนาจรัฐของชาวเติร์กในอาณาจักรเตอร์กิสถานตะวันออกผนวกเข้ามาในดินแดนที่เป็นแคว้นซินเกียงในปัจจุบันและขึ้นเหนือเพื่อรวบแมนจูเรียและมองโกเลียเข้าในอาณาจักร และดังนั้น รัสเซียและจีนผู้เคยถูกรุกรานในอดีตจึงเปลี่ยนมาเป็นผู้รุกราน ส่วนมองโกเลียผู้รุกรานกลับกลายเป็นผู้ถูกรุกราน

    พร้อมไปกับการรุกไปตะวันออกเข้าไซบีเรีย จักรวรรดิ์รัสเซียบุกลงไต้เข้าเอเชียกลาง รัสเซียมองการรุกเข้าไซบีเรียและตะวันออกไกลของตนเป็นการแสวงหาดินแดนใหม่ ในขณะที่การรุกเข้าเอเชียกลางนั้นคือนโยบายการแสวงหาเมืองขึ้นของจักรวรรดินิยมในลักษณะเดียวกับที่อังกฤษบุกเข้าอินเดียและฝรั่งเศสบุกเข้าจีนและอินโดจีน การบุกเข้าเอเชียกลางไม่เพียงแต่เพื่อการแสวงหาวัตถุดิบ โดยเฉพาะ ฝ้าย จากเอเชียกลางเท่านั้น หากยังเป็นการสร้างดินแดนกันชนสกัดกั้นการบุกขึ้นเหนือของอังกฤษจากอินเดียด้วย รัสเซียส่งคอซแซคส์เข้ามาจับจองดินแดน ทำไร่เลี้ยงสัตว์และขณะเดียวกันก็เป็นสถานีทางทหารเพื่อป้องปรามความพยายามของอังกฤษที่จะรุกเข้ามา ราวปีค.ศ. 1848 ในเวลาเดียวกันกับที่กองทัพของอังกฤษรุกเข้าสู่ตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ รวบดินแดนทั้งหมดทางภาคตะวันตกตั้งแต่เท็กซัสจนไปจรดมหาสมุทรแปซิฟิกที่แคลิฟอร์เนียนั้น กองทัพคอซแซคส์พร้อมกับนายทหารและกองทัพของรัสเซียจากกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก็รุกเข้าเอเชียกลางจากทุ่งหญ้าสเตปป์ของพวกเร่ร่อนในคาซัคสถานจนไปจรดทะเลสาบแคสเปียน กองทัพของชาวอังกฤษทำสงครามแย่งดินแดนกับชาวพื้นเมืองอินเดียแดงอย่างโหดเหี้ยมอย่างไร กองทัพรัสเซียก็ทำสงครามรุกรานกับกองทัพของข่านแห่งบุคาราและคีวาอย่างโหดเหี้ยมอย่างไรอย่างนั้น การรบที่ Teke-Turkmen ซึ่งทั้งผู้รุกรานและผู้ต่อต้านต้องหลั่งเลือดโชลมดินมากที่สุดในปีค.ศ. 1879 นำไปสู่การเข้ายึด Geok-Tepe ที่มั่นตะวันตกสุดของดินแดนเอเชียกลางและเปิดทางให้จักรวรรดิรัสเซียขยายลงใต้จนไกลสุดถึงนคร Merv ในปีค.ศ. 1884 และโอเอซิสปันเดทางบริเวณชายแดนของอัฟกานิสถานและถือเป็นจุดใต้สุดของจักรวรรดิรัสเซีย บรรดาเหล่านายทหารของรัสเซียเมื่อคะนองอยู่กับการรุกอย่างไม่รู้วันรู้เดือนนั้น จะรู้บ้างใหมว่า ครั้นเมื่อหันกลับไปมองกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กบ้านที่พวกตนจากมา พวกเขากำลังยืนอยู่บนจุดไกลสุดของอาณานิคมเอเชียกลางของตนที่มีพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศสหรัฐอเมริกา

    การรุกเข้านครเมิร์ฟของรัสเซียคือสัญญาณเตือนจักรวรรดิอังกฤษว่ารัสเซียพร้อมที่จะบุกเข้าอินเดียเพราะเมิร์ฟคือทางแยกที่จะเข้าสู่เฮราต(Herat) ซึ่งเป็นประตูเข้าอัฟกานิสถานและทอดยาวไปสู่เปชาวาร์(Peshawar) ซึ่งก็คือปากประตูอินเดียของอังกฤษ รัสเซียเข้าสู่สงครามเย็นกับสหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกในลักษณะอย่างไร รัสเซียก็ทำสงครามเย็นกับอังกฤษในสมัยที่เรียกว่า “the Great Game” อย่างไรอย่างนั้น ความแตกต่างอยู่ที่แต่ละฝ่ายยังไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้คอยข่มขู่คู่ต่อสู้เท่านั้น Great Game จบลงด้วยการลงนามความตกลงเขตแดนระหว่างอังกฤษกับรัสเซียปีค.ศ. 1895 (Anglo-Russian Boundary Agreement) ซึ่งอังกฤษยินยอมให้ดินแดนบริเวณเทือกเขาปามีร์(Pamir) ตกเป็นของรัสเซียทั้งหมดพร้อมกับการตั้งเขตกันชนระหว่างกันขึ้นที่วาคาน(Wakhan Corridor)ในอัฟกานิสถาน ทั้งนี้เพื่อที่อังกฤษจะสบายใจว่ารัสเซียจะไม่เขยิบเข้าไปตามเส้นทางของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชที่มีจุดหมายปลายทางที่อินเดียมากไปกว่านี้
    ลัทธิจักรวรรดินิยมคือการแสวงหาดินแดนและเมืองขึ้น ทรัพยากรและทาส แต่มีเบื้องหลังอยู่ที่เหตุผลทางเศรษฐกิจเสมอ ความต้องการเข้าครอบครองเอเชียกลางของจักรวรรดิรัสเซียอาจไม่เริ่มต้นเร็วกว่านี้ หากในสหรัฐอเมริกา ไม่เกิดสงครามกลางเมือง(US Civil War)ในปีค.ศ. 1861 เสียก่อน ผลของการปะทุของสงครามคือชาวไร่อเมริกันฝ่ายใต้ ต้องวุ่นวายกับการทำสงครามประหัตประหารกับนักอุตสาหกรรมฝ่ายเหนือจนไม่สามารถส่งฝ้ายเข้ายุโรปได้ รัสเซียเป็นประเทศที่พึ่งฝ้ายจากอเมริกามากกว่าที่อังกฤษพึ่งอินเดียเสียอีก อุตสาหกรรมผลิตผ้าในรัสเซียอาจล้มละลายได้ หากรัสเซียไม่ผลิตฝ้ายได้เอง และดินแดนที่มีดินอุดมสมบูรณ์และภูมิอากาศร้อนพอที่จะปลูกฝ้ายได้เหมือนอย่างหลุยเซียน่าหรือจอร์เจียคือเอเชียกลางเท่านั้น รัฐบาลรัสเซียจึงส่งไพร่ไร้ที่ดินที่มีอย่างดื่นดาษในรัสเซียให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและรกรากในเอเชียกลางเพื่อปลูกฝ้ายเป็นอันดับแรก และเมื่อรัสเซียค้นพบว่าเอเชียกลางมีค่ามากกว่าปลูกฝ้าย เพราะมีประชากรมากพอที่จะทำให้เป็นตลาดสำรองของสินค้ารัสเซียได้ พวกนักอุตสาหรรมที่กำลังล้มละลายในรัสเซียเพราะสินค้าของตนเข้าตลาดยุโรปไม่ได้นั้น จึงเริ่มหลั่งไหลเข้ามาในเอเชียกลาง พวกเขานำวิถีชีวิตแบบชาวยุโรปมาใช้ในเอเชีย แรกสุดคือผังเมือง ถนนและบ้าน โรงละครและสถานบันเทิงเริงรมย์ซึ่งเป็นความเจริญทางวัตถุที่เข้ามาท้าทายปรัชญาและวิถีชีวิตของคนเอเชียกลาง ชาวเผ่าเร่ร่อนที่มีชีวิตอยู่กับม้า ได้เห็นม้าเหล็กเป็นครั้งแรกพร้อมกับเส้นทางรถไฟสายทรานส์แคสเปียน (Trans-Caspian Railway) ซึ่งเข้ามาถึงซามาร์คานด์ของติมูร์ในปีค.ศ. 1888 และทาชเคนท์ในปีค.ศ. 1905 แม้ชาวรัสเซียกำลังจะรุกรานทางวัฒนธรรมด้วยการนำวิถีชีวิตแบบตะวันตกเข้ามาแต่เอเชียกลางก็กว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่าที่คนพื้นเมืองจะรู้สึกถึงวิถีชีวิตของตนกำลังถูกทำลายได้ และชาวรัสเซียก็ฉลาดพอที่จะไม่สร้างบ้านของตนในที่ที่ชนพื้นเมืองปลูกกระโจม และยินยอมให้มูลเลาะห์ทำกิจกรรมของตนในสุเหร่าและมัสยิดได้ต่อไปโดยไม่เข้าไปแตะต้อง

    แต่ลัทธิล่าอาณานิคมมาพร้อมกับอุดมการณ์รัฐ-ชาติ ไม่ว่านักล่าอาณานิคมจะสำนึกหรือไม่ก็ตาม นักล่าอาณานิคมไม่ว่า จะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือพวกดัชต์ และรัสเซียก็ไม่เว้นต้องสร้างชนชั้นปัญญาชนจากชาวพื้นเมืองขึ้นมาเพื่อเป็นตัวเชื่อมระหว่างพวกเขากับคนพื้นเมือง และเป็นผู้นำภาษารัสเซีย วัฒนธรรมสลาฟของคนรัสเซีย วิถีการผลิตแบบตะวันตก และวิธีคิดแบบชาวตะวันตกไปเผยแพร่ ซึ่งในที่สุด นำไปสู่ความคิดและความใฝ่ฝันในเรื่องการรวมเผ่าพันธุ์ที่กระจัดกระจายบนกองฝุ่นและความยากจนให้ขึ้นมาเป็นชาติในแบบที่ชาวสลาฟรัสเซียมี ปัญญาชนชาวคาซัคอย่าง Shoqan Ualikhanov คือวีรชนของขาวคาซัคที่ลุกขึ้นมาปลุกจิตสำนึกชาวคาซัคในเรื่องนี้ พร้อมๆกับปัญญาชน Jadidistของอุซเบ็กที่ก่อกระแสชาติเติร์กขึ้นมาในอุซเบกิสถาน

    การลุกขึ้นต่อต้านจักรวรรดินิยมรัสเซียปะทุขึ้นแรกที่เมืองแอนดิจาน ในอุซเบกิสถานในปีค.ศ. 1897 ซึ่งจบลงในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากการต่อต้านยังไม่เป็นขบวนและเฉพาะจุด จวบจนเมื่อรัสเซียประกาศสงครามกับเยอรมนีและเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างเป็นทางการ รัฐบาลรัสเซียกวาดต้อนวัวและม้าจากเอเชียกลางเป็นเสบียงอาหารสำหรับกองทัพ กวาดต้อนชาวนาทั่วประเทศและชาวพื้นเมืองในเอเชียกลาง โดยเฉพาะ ชาวคาซัคและชาวคีร์กิ๊ซเป็นไพร่พลหลักในสนามรบในยุโรป ซึ่งในที่สุดนำไปสู่การลุกขึ้นต่อต้านรัสเซียของชนพื้นเมืองเอเชียกลางทั่วทั้งภูมิภาค ผลของการลุกขึ้นต่อต้านนำไปสู่การสังหารชนพื้นเมืองชาวคาซัคและชาวคีร์กิ๊ซแบบยกหมู่บ้าน

    การปฏิวัติประชาธิปไตยในรัสเซียในเดือนกุมภาพันธ์ปี ค.ศ. 1917 เพื่อล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชและการปฏิวัติสังคมนิยมในรัสเซียในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันซึ่งนำรัฐบาลกรรมกรและชาวนาขึ้นมาปกครองจักรวรรดิรัสเซียต่อจากพระเจ้าซาร์นั้น มิใด้เปลี่ยนทัศนคติและนโยบายของชาวยุโรปที่มีต่อเอเชียกลางแต่อย่างใด เอเชียกลางเปลี่ยนการปกครองจากระบอบอิมิเรตของข่าน เป็นระบบสาธารณรัฐที่จัดตั้งขึ้นมาตามลักษณะทางเชื้อชาติ แต่มิใช่รัฐที่เป็นเอกราช หากเป็นสาธารณรัฐที่อยู่ภายใต้ระบบสหพันธ์ของรัสเซียซึ่งเรียกกันว่าระบบโซเวียต และอยู่ใน periphery ที่มีศูนย์กลางของอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจอยู่ที่มอสโก มีการจัดตั้งสาธารณรัฐของชาวคาซัค ของชาวคีร์กิ๊ซ ของชาวเติร์กเมน ของชาวอุซเบ็ก และของชาวทาจิกขึ้น ในช่วงปีค.ศ. 1920-1924 เอเชียกลางมิใช่อาณานิคมของจักรวรรดิรัสเซียเช่นในอดีต แต่พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของเอเชียกลางยุคใหม่เคลื่อนตัวพร้อมไปกับพัฒนาการทางการเมืองของรัสเซียอย่างเป็นระบบเดียวกัน สาธารณรัฐในเอเชียกลางทั้ง 5 เข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบการแบ่งงานกันทำทางเศรษฐกิจผ่านการแปรสภาพทางเกษตรกรรมให้เป็นนารัฐและนารวมแบบคอมมูน ที่เรียกกันว่า Collectivisation ในปีค.ศ. 1927 และผ่านการแปรสภาพการผลิตให้เป็นอุตสาหกรรมที่เรียกกันว่า Industrialization ในปีค.ศ. 1932-1936 ตามนโยบายของนาย Joseph Stalin ผู้นำรัฐสังคมนิยมโซเวียตเพื่อทำให้จักรวรรดิรัสเซียทั้งระบบเป็นสังคมนิยมประเทศแรกในปีค.ศ. 1936 และเตรียมความพร้อมของสหภาพโซเวียตในการเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปีค.ศ. 1939-1945 ซึ่งรัฐในเอเชียกลางต้องถูกดึงเข้าสู่ศูนย์กลาง มีบทบาทเป็นแนวหลังในการรับใช้และสนับสนุนนโยบายการสร้างสังคมนิยมและการเข้าสู่สงครามของรัสเซียข้างต้น

    แม้คนพื้นเมืองในเอเชียกลางจะทนทุกข์ทรมานกับการปรับตัวอย่างขนานใหญ่ของพวกเขาภายใต้ระบบสังคมนิยมโซวียต แต่วิถีชีวิตในแบบพวกเร่ร่อนของพวกเขาที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกมานานนับศตวรรษซึ่งสั่งสมอยู่กับวิถีการผลิตที่ล้าหลัง กำลังถูกเปลี่ยนไปในสภาพที่ดีขึ้นในแบบมาตรฐานของชาวตะวันตก มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างขนานใหญ่และเป็นระบบในทุกรัฐของเอเชียกลาง การแบ่งงานระหว่างประเทศตามทรัพยากรที่แต่ละสาธารณรัฐมีและการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างขนานใหญ่ที่ตามมา โรงงานอุตสาหกรรมแขนงต่างๆ มาพร้อมกับการสร้างชนชั้นปัญญาชน วิศวกร แพทย์และนักวิชาการของคนพื้นเมืองขึ้น แม้ในทาจิกิสถานซึ่งยังมีซากเดนของวิถีชีวิตในยุคกลางหลงเหลืออยู่มากก็ตาม ระบบการศึกษาแบบสมัยใหม่ทำให้คนในสาธารณรัฐเอเชียกลางอ่านออกเขียนได้ในจำนวนที่มากกว่าคนในอัฟกานิสถานซึ่งมีบรรพบุรุษเดียวกันเสียอีก มีโรงเรียนและมหาวิทยาลัยมากกว่าที่ปากีสถานและอิหร่านมี ที่สำคัญ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในเรื่องปรัชญาสิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในเอเชียกลาง โดยเฉพาะ บทบาทของชาวพื้นเมืองในการเมืองการปกครอง ความเสมอภาคทางเพศและสิทธิของสตรีในภาคการผลิตและในทางสังคม

    << ตอนที่ 1
    --------------------------------------------------------------------------------------------

    7. เอเชียกลางตอนเหนือ หรือส่วนที่ติดกับตอนไต้ของรัสเซีย

    8. คาซานในปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐตาตาร์สถาน ซึ่งเป็นหน่วยการปกครองภายในของสหพันธรัฐรัสเซีย

    9. คอซแซ็คส์เป็นแรงดลบันดาลใจให้ไพร่และทาสติดที่ดินในยุโรปหลบหนีจากเจ้าที่ดิน จึงเป็นที่เกลียดชังของบรรดาเจ้าที่ดินในรัสเซียและโปแลนด์ในเวลาเดียวกัน แต่บทบาทที่สร้างสรรค์ของคอซแซคส์ในการต่อต้านการปกครองของตาตาร์ ทำให้เจ้าผู้ครองนครรัฐในรัสเซียและยูเครนใช้พวกคอซแซคส์เป็นตัวกันชนระหว่างตนกับพวกตาตาร์ และต่อมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นไปภายหลังที่อาณาจักรคิปแช็คล่มสลายไปแล้ว พวกคอซแซคส์ทำหน้าที่เป็นทัพหน้าของอาณาจักรรัสเซียในการขยายดินแดนไปยังไซบีเรียและตะวันออกไกล

    10. อิวานที่ 3 ต่อมาเป็นอิวานมหาราชปกครองรัสเซียระหว่างปีค.ศ. 1462-1505

    11. อิวานที่ 4 เป็นหลานคนโตของอิวานมหาราช ครองราชย์ย์ระหว่างปีค.ศ. 1533-1584

    12.โมกุล (Mogul) เป็นภาษาอารบิคจากคำว่า Moghal ซึ่งมีที่มาจากคำว่า Mongol นั่นเอง เนื่องจากในภาษาอาหรับไม่มี ng เป็นตัวสะกด

    13. ผู้เศร้าสร้อย แปลจากภาษารัสเซียมาจากคำว่า grozny ซึ่งน่าจะตรงกับคำว่า bitterness ในภาษาอังกฤษมากที่สุด แต่ในตำราภาษาอังกฤษมักใช้คำว่า terrible แทนซึ่งไม่ตรงกับรากคำของภาษารัสเซีย นอกจากนี้ คนรัสเซียเองยืนยันว่าสาเหตุที่เรียกพระเจ้าอิวานที่ 4 ว่าอิวานผู้เศร้าสร้อยเพราะเป็นผู้ที่มีหน้าตาเศร้าหมองมาก แต่ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า terrible น่าจะเป็นเพราะความเหี้ยมโหดในนิสัยของพระเจ้าอิวานเป็นสำคัญ

    อ่านบทความอื่นๆในหมวดCIS: บทความทั้งหมด >>>
    
     
    กรุงเทพมหานคร
    มอสโก
    เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
    วลาดิวอสต็อก
    เคียฟ
    เยเรวาน
    อัลมาตี
    ทาชเคนท์
    Москва информер погоды
    Банкок информер прогноз погоды
    เรื่องเด่น
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเยือนรัสเซีย
    บทความ
    Sergei Parajanov เป็นใครในวงการภาพยนตร์และศิลปะของโลก?

    โดย กุมภกา
    “Everyone knows that I have three Motherlands. I was born in Georgia, worked in Ukraine and I’m going to die in Armenia” “Everything is beautiful if you look at everything through beauty." ” Sergei Parajanov อาจจะไม่เป็นที่ร ...
    The New Great Game ของศตวรรษที่ 21

    โดย วัฒนะ คุ้นวงศ์
    The New Great Game เป็นพัฒนาการทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียกลางหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน ซึ่งสะท้อนภาพค ...

    *** สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ขอสงวนลิขสิทธิ์ในงานเขียนและงานแปลทุกชิ้น ***

    Copyright © 2008-2012 Royal Thai Embassy. All Rights Reserved.