Home
РУССКИЙ   IN ENGLISH    ประกาศ: Announcement by the National Legislative Assembly on the Invitation for the Ascension of the Heir to the Throne ** รัฐบาลไทยโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขอเชิญลงนามน้อมเกล้าแสดงความอาลัยถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพลอดุลยเดช ** พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วันที่ 15 ตุลาคม 2559 เวลา 23.30 น. ** กิจกรรมสอท.: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก จัดงานเลี้ยงรับรองวันกองทัพไทย ** การจัดงานพิธีสตมวารของ สอท. ณ กรุงมอสโก เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ** ข่าว: ตารางแสดงวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรและราคากลาง (ราคาอ้างอิง) ในการจัดซื้อจัดจ้างที่มิใช่งานก่อสร้าง ** The Royal Rainmaking **
Home
  • ความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย
  • สถานเอกอัครราชทูต
  • พื้นที่ในความรับผิดชอบ
  • สถานกงสุลในรัสเซียและ CIS
  • กิจกรรมสถานทูต
  • ข่าวและข้อมูลที่น่าสนใจ
  • ฝ่ายกงสุล
  • การศึกษารัสเซีย
  • ดาวน์โหลดเอกสารและแบบฟอร์ม
  • ข่าวงาน

  • 















    ติดต่อเรา
    Bolshaya Spasskaya 9
    Moscow 129090, Russia

    โทร: +7495 608-0856
    หมายเลขฉุกเฉิน:
    +๗๙๑๖ ๙๓๙-๒๑๕๕
    แฟกซ์: +7 (495) 690 - 9659

    รายละเอียดและแผนที่ >>>

    เรื่องล้อเล่น - สอท. ณ กรุงมอสโก : เรื่องล้อเล่น - สอท มอสโก

    รวมบทความ / วรรณกรรม /

    เรื่องล้อเล่น

    อันโตน เชคคอฟ
    ก่อพงษ์ อัศวไชยวศิน (แปล)

    คุณเคยเป็นเหมือนผมมั้ย?..........

    ...........บางทีคุณ ในชีวิตคุณ ก็เกิดอะไรหลายๆอย่างกับตัวคุณ ที่คุณเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ..... หรือคุณเองทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร..............

    ผมรู้จักหญิงสาวคนหนึ่ง.........เธอเป็นผู้หญิงสวย..........ผมรู้จักกับเธอไม่นานนักหรอก เราเล่นเลื่อนน้ำแข็งด้วยกันบ่อยๆ...........

    เลื่อน......หิมะ.......สายลม......ยอดเขา.......เรา............

    ฟังดูตลกดีนะ.....ถ้าใครซักคนจะบอกว่า เค้าได้ยินสายลมกระซิบเบาๆ.....ว่า “….รัก...”

    …………………………….คุณเชื่อมั้ยว่าทั้งหมด........มันเป็นแค่ “เรื่องล้อเล่น” ……………

    --------------------------------------------------------------------------------



    ...ตอนที่ 1...



    .....ฤดูหนาวและเที่ยงวันอันแสนสดใส......

    หิมะหนาเตอะและกรอบแกรบ......กับสาวน้อยคนข้างๆ “นาดินก้า”ที่คล้องแขนผมอยู่ ละอองหิมะย้อมปอยผมที่ม้วนปรกขมับของเธอจนเป็นสีเงินไปหมด กับอีกกระจุกนึงตรงเหนือริมฝีปาก...... จริงๆคือเราอยู่บนยอดเขาสูง และจากปลายเท้าของเราลงไปจนสุดตีนเขาข้างล่างนั่นก็คือลานสกีสีขาวสุดลูกหูลูกตาที่ดวงอาทิตย์กำลังยิ้มแฉ่งให้ตัวเองเหมือนกับกำลังส่องกระจกอยู่ ข้างๆเราเป็นเลื่อนหิมะแบบนั่งที่บุด้วยเบาะหนังสีแดงสด

    “มา....ดิ่งลงไปด้วยกันนะคุณนาเดชด้า ปิโตรฟน่า” ผมขอร้องเธอ “น่า.... อีกครั้งเดียวเอง เชื่อผมเถอะ ลงไปเรายังอยู่ครบ 32 แน่ ไม่เจ็บตัวด้วย เอาสิ”

    แต่นาดินก้าเธอกลัวเอามาก ....ไม่กลัวได้ไง..... ก็ใต้เท้าเล็กๆของเธอลงไปจนสุดก้นภูเขาน้ำแข็งนี้ดูจะหวาดเสียวเกินไปสำหรับเธอน่ะสิ .....ราวกับจะเป็นหุบเหวที่ลึกจนไม่อาจหยั่งได้ ......ก็ดูเธอสิ ขนาดแค่เธอจะมองลงไปข้างล่างตอนที่ผมเสนอให้เรานั่งเลื่อนหิมะลงไปด้วยกัน ใจเธอก็แป้วตกไปอยู่ตาตุ่ม แทบสิ้นสติไม่หายใจซะงั้น!!!!.....นี่ถ้าเกิดเรานั่งลงไปด้วยกันนี่ เธอไม่ช็อกตาตั้งตายหรือไม่ก็วิกลจริตเอาเนี่ย!!!!.........เฮ้ออออ!!!!!

    “ขอร้องเถอะ น่า....นะ” ผมอ้อนอีกครั้ง “ไม่เห็นต้องกลัวเลย ทำเป็นคนใจปลาซิวซะได้ ขี้ขลาดจัง”
    ในที่สุด นาดินก้าเธอก็ยอม ผมสังเกตเห็นว่าจากใบหน้าของเธอบอกว่ามันเป็นการยอมเสี่ยงเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกเลยทีเดียว ผมจับเธอนั่งบนเลื่อน เธอหน้าซีดและก็สั่นไปทั้งตัว ผมโอบเธอด้วยมือข้างหนึ่งเอาไว้ แล้วเราก็ดิ่งลงไปอย่างรวดเร็ว!!!!......


    เลื่อนของเราเหาะลงไปราวกับลูกปืน สายลมวิ่งปะทะใบหน้าเราอย่างแรง กระชากเรา เสียงหวีดของลมและเลื่อนที่เสียดสีไปกับหิมะดังก้องในหู ยิ่งเร่งแรง สายลมก็ยิ่งเหมือนจะฉีกเราออกเป็นริ้วๆอย่างเจ็บปวดและอยากจะดึงหัวเราให้หลุดออกจากบ่า!!!! ลมปะทะสวนมาแรงจนเราหายใจไม่ออก ตอนนั้นเหมือนมัจจุราชกำลังกอดรัดเราด้วยกรงเล็บที่แข็งแรงของมันและกระชากลากเราลงไปในนรกกับมันอย่างสะใจ มันเร็วเสียจนสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวเรากลายเป็นแถบอะไรซักอย่างยาวๆที่กำลังวิ่งสวนทางเราอย่างไม่ลดละ ...... นั่น!!นั่น!!อีกอึดใจเดียว ....เราจะตายมั๊ยเนี่ย!!!!! …….

    …………….“ผมรักคุณ นาเดีย”..........
    ..................ผมพูดไม่เต็มเสียง......................

    เลื่อนค่อยๆวิ่งช้าลง ช้าลง แรงลมปะทะ และเสียงลมที่เสียดสีค่อยลงเรื่อยๆจนไม่น่ากลัวอีก เราค่อยหายใจเต็มปอดอีกครั้ง ..... แล้วเราก็มาถึงตีนเขาข้างล่างแล้ว นาดินก้าดูสภาพลูกผีลูกคน เธอหน้าซีด แทบไม่หายใจ ผมเข้าไปช่วยพยุงเธอขึ้นมาจากเลื่อน ......

    “คราวหน้าชั้นไม่มีทางนั่งเลื่อนแบบนี้เป็นอันขาด!!!!” เธอพ้อ หันมาทางผมด้วยสายตาเบิกโพลงกับอารามสยองสุดขีด “เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม!!!......นี่ชั้นเกือบตายนะเนี่ย!!!” .............

    ………ซักพักเธอก็ดีขึ้น เริ่มคุมสติได้ ...แล้วเธอก็หันมาหาผมพร้อมกับใช้สายตาถามคำถาม ..... ใช่ผมจริงรึเปล่าที่สะกดคำสี่คำนั้นออกมา ....หรือเธอหูเพี้ยนไป ได้ยินอะไรผิดๆไปตามเสียงที่หวีดก้องในสายลมนั้นไปเอง....... ผมเองก็ยืนคาบบุหรี่อยู่ข้างๆเธอ จ้องมองดูถุงมือของผมไป...............

    เธอจับผมคล้องแขนเธอ แล้วเราก็ไปเดินเล่นรอบๆภูเขา ..... ดูเหมือนว่าปริศนาที่ยังไขไม่ออกนั้นจะรบกวนจิตใจเธอมาก ... สำหรับเธอแล้ว.......จริงเหรอที่ใครคนนึงสะกดคำนั้นออกมา?..... จริงเหรอ?....จริงหรือไม่จริง?.....มันเป็นคำถามแห่งศักดิ์ศรี แห่งเกียรติยศ เพื่อเกียรติของตัวเอง เพื่อชีวิตและความสุข .....คำถามนี้สำคัญมากๆ มันเป็นคำถามที่สำคัญที่สุดในโลกเลยที่เดียว.... นาดินก้าเธอทนรอไม่ไหว หม่นหมอง หันขวับมามองผมพร้อมกับคำถาม....หรือจะตอบไม่ตรงคำถาม ...หรือจะรอ....หรือจะพูดออกไปดีนะเรา.... โอ้!!!....ดูหน้าใสๆน่าเอ็นดูของเธอตอนนั้นสิ!!!....ดูหน้าเธอสิ!!!....... ผมรู้เลย เธอกำลังสู้อยู่กับข้อสงสัยในตัวเอง....เธออยากจะพูดอะไรซักอย่าง อยากถามอะไรซักอย่าง ....แต่เธอไม่รู้จะพูดยังไง เธอเริ่มจับต้นชนปลายไม่ถูก กลัวและกังวล .....แต่เธอดีใจ..........

    “นี่...รู้มั้ย” เธอเอ่ยขึ้นมา แต่ไม่ได้หันหน้ามามองผม
    “อะไร” ผมถาม
    “เราไป.....เล่นเลื่อนลงมาอีกซักครั้งกันเถอะ……”
    เราไต่ขึ้นไปบนยอดเขาอีกครั้ง ... อีกครั้งที่ผมจับเธอนั่งลงบนเลื่อน เธอทั้งหน้าซีด ทั้งสั่น

    ...และอีกครั้งเราเลื่อนลงไปอย่างรวดเร็ว เหาะลงไปอีกครั้งยังก้นเขาที่น่ากลัว ....อีกครั้งกับเสียงคำรามของลม เสียงเสียดสีกับพื้นหิมะด้วยความเร็ว ......ทุกอย่างเหมือนครั้งแรก.....และเมื่อเราเหาะลงมาถึงจุดที่ความเร่งของเลื่อนพุ่งดิ่งลงมาเร็วสูงสุดและเสียงดังก้องอยู่นั้น.........

    ..........อีกครั้งที่ผมพูดออกไปไม่เต็มเสียง...........


    “ผมรักคุณ นาดินก้า”.........

    เมื่อเลื่อนของเราหยุดลง นาดินก้าหันกลับไปมองทางภูเขา ที่เราเพิ่งจะเหาะเลื่อนลงมา แล้วเธอก็หันกลับมาจ้องหน้าผมอยู่นาน จับทุกคำที่ผมพูด ท่าทางเธอดูนิ่งและไม่กลัวอะไรอีกต่อไป แต่เธอดูสงสัยไปหมด ท่าทางเธอบอกข้อสงสัยที่เธอคิดไม่ตกในใจอย่างชัดเจน ใบหน้าเธอแทบจะอ่านออกได้ว่า....

    “ยังไงนะ?....เค้าพูดจริงๆเหรอ หรือเราจะหูฝาดไปเอง”
    ข้อสงสัยรบกวนจิตใจเธอจนทนไม่ไหว เธอไม่ตอบคำถามใดๆ ไม่สนใจอะไร ....เอาแต่หน้านิ่วคิ้วขมวด เหมือนจะร้องไห้..............


    “กลับบ้านกันมั้ย” ผมถามขึ้น
    แต่....คือ....ชั้นชอบเล่นเลื่อนนี่มากเลยล่ะ” เธอพูด หน้าแดงอย่างเขินอาย ..........
    “.....ขอชั้นเล่นอีกครั้งได้มั้ย?....”

    ????????????????????? ………….

    --------------------------------------------------------------------------------


    ...ตอนที่ 2...

     

    เธอบอก “เธอชอบ” .....เชื่อเธอเลยล่ะ ขนาดเวลาเธอนั่งยังหน้าซีด ตัวเซียวแทบไม่หายใจ สั่นงันงกเป็นเจ้าเข้าเหมือนเดิมเนี่ยนะ?.......

    เราเลื่อนลงไปอีกรอบเป็นครั้งที่สาม ..........
    เอาสิ.......คราวนี้เธอจ้องหน้าผมเขม็ง จับตาดูริมฝีปากผมไว้ไม่คลาดสายตา ........

    ........ผมรู้ทันหรอกน่า.......

    ผมหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดปาก ไอแค่กๆสองสามที ......แล้วตอนที่เราดิ่งลงไปถึงกลางทางจนถึงจุดที่ความเร่งสูงสุด.......... ผมก็ทันที่จะเอ่ยกับเธอว่า.........


    “ผมรักคุณ นาเดีย” ............


    ....แล้วความลับก็ยังเป็นความลับ!!!......นาดินก้านั่งเงียบ คิดอะไรอยู่ในใจ....ผมพาเธอจากลานสกีไปส่งถึงบ้าน เธอพยายามเดินช้าลงๆ แผ่วฝีเท้าเรื่อยๆเรื่อยๆ...เหมือนจะคอยอะไรซักอย่างอยู่ตลอดเวลา ....ประมาณว่า....ผมจะพูดคำสี่คำนั้นกับเธออีกมั้ย?......ผมสังเกตเห็นว่า ใจเธอกำลังถูกทรมาน ที่เธอพยายามสะกดใจตัวเองห้ามไม่ให้คิดว่า .....
    “ไม่!!!ต้องไม่ใช่เสียงสายลมแน่ๆ..........โอ๊ย!!ไม่!!!ชั้นไม่อยากให้มันเป็นแค่สายลมแว่วเท่านั้น!!!!.....”

    วันรุ่งขึ้น ผมได้รับโน้ตจากเธอ.............
    “ถ้าวันนี้เธอจะไปเล่นเลื่อนหิมะอีก ช่วยแวะมาหาชั้นหน่อยนะคะ นาเดียค่ะ”

    แล้วตั้งแต่นั้น ผมกับเธอก็ไปเล่นเลื่อนหิมะด้วยกันทุกวัน ..... แล้วทุกครั้งที่เราเหาะจากยอดเขาลงมาข้างล่าง ผมก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยคำสี่คำนั้นกับเธอ........


    “ผมรักคุณ นาเดีย”


    ในที่สุด นาดินก้าก็เริ่มเคยชินกับคำสี่คำนั้น เหมือนกับเวลาเราติดไวน์หรือติดมอร์ฟีน ผมบอกได้เลยล่ะ เธอติดประโยคนั้นจนเธอกินไม่ได้นอนไม่หลับถ้าไม่ได้ยินคำสี่คำนั้น..... จริงๆนะ ถึงการแล่นเลื่อนหิมะลงมาจากที่สูงจะดูน่ากลัวสำหรับเธอเหมือนเดิม แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ความน่ากลัวและความอันตรายจะยิ่งเพิ่มเสน่ห์พิเศษบางอย่างให้กับคำสี่คำนั้น....คำที่ยังคงเป็นปริศนาทิ่มแทงใจสำหรับเธอ....... จำเลยคดีนี้....แน่ล่ะครับ....ก็หนีไม่พ้นสองผู้ต้องหา......ไม่ผม ก็สายลมนั่นล่ะ........เพียงแต่ว่า นาเดียไม่มีทางรู้หรอกว่า ใครกันนะที่สารภาพรักกับเธอทุกวันๆ.......แต่ดูท่าตอนนี้ เธอจะไม่ได้สนใจประเด็นนั้นอีกต่อไปแล้ว .....เธอเพียงแต่อยากได้ยินประโยคนั้น ทุกครั้ง ทุกวันๆ........ก็เหมือนคนเมานั่นแหล่ะ ไม่สนใจหรอก ว่าอยากจะดื่มเหล้าจากขวดหรือว่าจากแก้ว.............


    เที่ยงวันนึง.....ผมก็ตัดสินใจไปเล่นสเก็ตอยู่คนเดียว...........ตอนนั้นผมเดินปะปนไปกับฝูงชน คนก็เยอะพอควรนะ.......เอ๊ะ...นั่น....นั่นนาเดียนี่นา......ผมเห็นเธอแอบเหลียวซ้ายแลขวา ....ท่าทางเธอจะมองหาผมอยู่แน่ๆ....เธอตัดสินใจเด็ดเดี่ยวปีนบันไดขึ้นไปจนถึงยอดเขา .......โอ้!!!!.....น่ากลัวอะไรอย่างนี้เนี่ย!!!....ชั้นจะเล่นเลื่อนน้ำแข็งคนเดียวได้เหรอเนี่ย!!!!......นาเดียทั้งหน้าซีดเป็นไก่ต้ม ตัวสั่น ....แต่เธอก็เดินไป เดินต่อไป ....เดินอย่างกับจะไปแดนประหารเลยล่ะ ....แต่เธอก็ยังเดินไป เดินไป ไม่เหลียวมอง เดินไปอย่างแน่วแน่..........เธอคงตัดสินใจลองโดยไม่มีผมแน่ๆครั้งนี้!!!......เธอคงอยากรู้....ว่าเธอจะได้ยินคำสี่คำสุดทรมานแต่แสนหวานนั้นอีกหรือไม่.....เวลาที่ไม่มีผม!!!.....
    ผมสังเกตเห็นธอ หน้าซีดและตัวสั่น ปากเม้มสนิทด้วยความกลัว....เธอนั่งลงบนเลื่อนน้ำแข็ง หลับตา.....ท่าเธอเหมือนจะบอกลาครั้งสุดท้ายกับโลกใบนี้เพื่อไปอยู่กับยมบาล!!....แล้วเธอก็ไถลตัวลงมา!!!!!..............

    “แครรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรกกกกกกกก”

    ....เสียงเลื่อนหิมะไถไปกับพื้นหิมะ......ผมไม่รู้หรอก ว่าเธอจะได้ยินประโยคนั้นรึเปล่า............ผมเพียงแต่เห็นว่า พอเธอลงมาถึงข้างล่าง เธอก็แทบไม่อยากลุกออกจากเลื่อนสกี เธอดูอ่อนแรง และใบหน้าของเธอก็บอกว่าเธอเองก็ไม่รู้หรอกว่า เธอได้ยินอะไรบางอย่างรึเปล่า...........คงเพราะความน่ากลัวตอนที่เธอต้องเลื่อนลงมาคนเดียว ....ทำให้เธอลืมที่จะตั้งใจฟังเสียงอะไรบางอย่างในตอนนั้น.....หรือเข้าใจอะไรบางอย่าง........



    แล้วเวลาก็เดินไปอย่างรวดเร็วมาถึงเดือนมีนาคม.....ฤดูใบไม้ผลิ......พระอาทิตย์ดูแจ่มใสกว่าเดิมหลังจากหลบหน้าไปหนีหนาว .....ตอนนี้ภูเขาหิมะก็มืดครึ้มลงไป หมดความสว่าง ละลาย....ในที่สุด เราพักการเล่นสกี ต้องรอปีหน้า ....นาดินก้าผู้น่าสงสารตอนนี้ไม่มีที่ไหนที่เธอจะสามารถได้ยินประโยคแสนหวานนั้นได้อีก.......ไม่มีใครมาพูดให้เธอฟังสี่คำนั้นอีก.....เสียงจากสายลมรึก็ไม่ได้ยิน......ส่วนผมเหรอ.......ผมกำลังจะไปเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก.........อาจไปนาน....หรือบางที..............อาจไม่กลับมาอีก.......


    ........ประมาณวันสองวันก่อนที่ผมจะไปจากเมืองนี้.....ผมนั่งเล่นอยุ่ในสวนตอนพลบค่ำ....เห็นบ้านของเธอจากหลังบ้าน....บ้านของเธอกั้นด้วยแนวรั้วสูง .............วันนั้นอากาศยังค่อนข้างหนาว ลมบางทีก็หอบเอาหิมะที่ค้างอยู่มาโปรยปรายส่งท้าย ต้นไม้ยังไม่ผลิดอก แต่เริ่มได้กลิ่นฤดูใบไม้ผลิแล้ว.....นกกาทั้งหลายเริ่มบินกลบมาหาทำเลทำรังกันเจื้อยแจ้ว..........
    ......ผมค่อยๆย่องเข้าไปจนติดรั้ว แล้วแอบมองผ่านรูรั้ว.....ผมเห็นเธอ!!!.......นาดินก้าเดินออกมาตรงระเบียงหน้าบ้าน ....เธอเหม่อมองออกไป ออกไปบนฟ้า สายตาเธอช่างแสนเศร้าและทรมาน..............
    .........สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดมาหาใบหน้าที่ขาวซีดและวิตกกังวลนั้น.......สายลมทำให้เธอหวนนึกไปถึงลมแรงบนยอดเขา ที่ปะทะเข้าใบหน้า....โอบกอด....และกระซิบเธออย่างซาบซึ้งด้วยคำเพียงสี่คำ...............
    ........เธอเศร้า.....เศร้า.....น้ำตาไหลอาบสองแก้มอิ่มของเธอ.............เธอยื่นแขนทั้งสองออกไป ราวกับจะอ้อนวอนให้สายลมนั้นบอกกระซิบรักเธออีกครั้ง................

    ......ผม.....เมื่อลมพัดมา.......กระซิบออกไปไม่เต็มเสียง............


    …………..“ผมรักคุณ นาเดีย!!!!”.............


    พระเจ้า!!! เกิดอะไรขึ้นกับเธอ!!!!.....เธอร้องออกมาอย่างดีใจ เธอยิ้มเต็มสองแก้มไม่หุบ เธอยื่นแขนออกไปหาสายลมนั้นราวกับจะโอบกอดมันอย่างดีใจและเปี่ยมสุข.......เธอช่างงดงามอะไรอย่างนั้น...........

    .........ผมค่อยๆเดินจากไป.........เก็บของ.............



    เรื่องนี้....จริงๆก็นานแล้วล่ะครับ ......ตอนนี้นาดินก้าก็แต่งงานแล้ว
    เธอแต่งกับเลขานุการราชสำนัก.....จะเพราะเธอถูกจับแต่งหรือเธอจะเลือกเอง....ค่ามันก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่..........เธอมีลูกแล้วสามคนตอนนี้
    ................แน่นอน คำสี่คำนั้นเหมือนตอนที่เราสองคนไปที่ลานสเก็ตด้วยกันแล้วสายลมก็กระซิบบอกเธอว่า.....”ผมรักคุณ นาเดีย......” ....ไม่มีใครลืมหรอก.........สำหรับนาดินก้า.....มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด ช่วงเวลาที่แสนหวานจับใจและดีที่สุดในชีวิตของเธอ...............

    .............ส่วนผมเหรอ?......ตอนนี้ก็แก่พอควรแล้วล่ะ........ แล้วก็จำไม่ได้แล้วด้วย.....ว่าทำไมตอนนั้น......ผมถึงพูดคำสี่คำนั้น...............เพียงแค่จะล้อเล่นกับเธอ...........


    -----------จบ-----------

    อ่านบทความอื่นๆในหมวดวรรณกรรม: บทความทั้งหมด >>>
    
     
    กรุงเทพมหานคร
    มอสโก
    เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
    วลาดิวอสต็อก
    เคียฟ
    เยเรวาน
    อัลมาตี
    ทาชเคนท์
    Москва информер погоды
    Банкок информер прогноз погоды
    เรื่องเด่น
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเยือนรัสเซีย
    บทความ
    บันทึกลับผู้ติดตาม : ตอนที่ ๑

    โดย นายโตสตอย ช้างเท้าหลัง
    ๒๙ เมษายน – ๕ พฤษภาคม ๒๕๔๙  ผมเดินทางออกจากท่าอากาศยานกรุงเทพฯด้วยเที่ยวบิน TG 974 เครื่องออกตามเวลา ๑๐.๒๕ น ...
    โปลิศที่รัก

    โดย ภัทรัตน์ หงษ์ทอง
    ใครบ้างไปรัสเซียหรืออยู่รัสเซียแล้วไม่เคยได้ยินกิติศัพท์หรือมีอันต้องพานพบกับคุณตำรวจของรัสเซีย ท่าจ ...

    *** สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ขอสงวนลิขสิทธิ์ในงานเขียนและงานแปลทุกชิ้น ***

    Copyright © 2008-2012 Royal Thai Embassy. All Rights Reserved.