Home
РУССКИЙ   IN ENGLISH    ประกาศ: Announcement by the National Legislative Assembly on the Invitation for the Ascension of the Heir to the Throne ** รัฐบาลไทยโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขอเชิญลงนามน้อมเกล้าแสดงความอาลัยถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพลอดุลยเดช ** พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วันที่ 15 ตุลาคม 2559 เวลา 23.30 น. ** กิจกรรมสอท.: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก จัดงานเลี้ยงรับรองวันกองทัพไทย ** การจัดงานพิธีสตมวารของ สอท. ณ กรุงมอสโก เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ** ข่าว: ตารางแสดงวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรและราคากลาง (ราคาอ้างอิง) ในการจัดซื้อจัดจ้างที่มิใช่งานก่อสร้าง ** The Royal Rainmaking **
Home
  • ความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย
  • สถานเอกอัครราชทูต
  • พื้นที่ในความรับผิดชอบ
  • สถานกงสุลในรัสเซียและ CIS
  • กิจกรรมสถานทูต
  • ข่าวและข้อมูลที่น่าสนใจ
  • ฝ่ายกงสุล
  • การศึกษารัสเซีย
  • ดาวน์โหลดเอกสารและแบบฟอร์ม
  • ข่าวงาน

  • 















    ติดต่อเรา
    Bolshaya Spasskaya 9
    Moscow 129090, Russia

    โทร: +7495 608-0856
    หมายเลขฉุกเฉิน:
    +๗๙๑๖ ๙๓๙-๒๑๕๕
    แฟกซ์: +7 (495) 690 - 9659

    รายละเอียดและแผนที่ >>>

    นิทานรัสเซีย: สามผู้มั่งคั่ง - สอท. ณ กรุงมอสโก : นิทานรัสเซีย: สามผู้มั่งคั่ง - สอท มอสโก

    รวมบทความ / วรรณกรรม /

    นิทานรัสเซีย: สามผู้มั่งคั่ง

    เจือจันทร์ ฐาปโนสถ

    ยังมีชายยากจนคนหนึ่ง มีลูกชายสามคน เขาบอกลูกๆของเขาอยู่เสมอว่า “ลูกๆของพ่อ เราไม่มีฝูงสัตว์ ไม่มีเงินทอง ไม่มีทรัพย์สินอื่นไว้เป็นสมบัติ ดังนั้นลุกจงเตรียมสร้างสมบัติอย่างอื่นไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งตนคือ พยายามที่จะเรียนรู้และเข้าใจในสิ่งต่างๆให้มากยิ่งขึ้น พบพานสิ่งใดเข้าก็อย่าได้ปล่อยให้มันผ่านไปโดยไม่พิจารณาให้ละเอียด ให้ความมีไหวพริบเฉียบแหลมเข้ามาแทนฝูงสัตว์ฝูงใหญ่ๆ ให้ความเฉลียวฉลาดเข้ามาแทนเงินแทนทอง ด้วยทรัพย์สมบัติเช่นนี้ เจ้าจะตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ และจะมีความสุขในชีวิต”

    เวลาผ่านไปมากน้อยเท่าไหร่ไม่ประจักษ์ ชายชราผู้พ่อก็ตายลง พี่น้องทั้งสามก็มาปรึกษาหารือกัน แล้วในที่สุดก็ตกลงกันว่า

    “การที่จะอยู่บ้านนี้ต่อไปก็ไม่ได้เกิดประโยชน์ขึ้นมาสักเท่าไหร่นัก สู้ออกไปตระเวนชมโลกกันไม่ดีกว่าหรือ ไปรับจ้างเลี้ยงสัตว์ในถิ่นอื่นๆกันก็ยังได้ เราไม่อดตายกันหรอก”

    ว่าอย่างนั้นแล้วก็เตรียมตัวออกเดินทาง

    สามพี่น้องเดินทางไปตามที่ราบลุ่มอันเวิ้งว้างง่าวเปล่า ข้ามเขาลงห้วย เดินกันอยู่นาน ข้าวปลาอาหารที่ห่อพกกันมา ก็กินกันจนหมดเกลี้ยง เหน็ดเหนื่อยเมื่อล้าตามๆกัน แต่ก็ยังมองปลายทางไม่เห็น หยุดพักเหนื่อยแล้ว พี่น้องทั้งสามก็ออกเดินทางกันต่อไป

    ในที่สุดก็มองเห็นต้นไม้สูงๆ ปลูกเป็นแนวเรียงรายอยู่ข้างหน้า มีหอคอยและบ้านเรือนให้เข้าใจว่าเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง
    สามพี่น้องพากันดีใจยิ่ง สาวเท้าเดินให้เร็วขึ้น พลางพูดกันว่า

    “พ้นช่วงร้ายไปแล้ว เข้าสู่ช่วงดีแน่ๆ”
    เมื่อเดินใกล้เมืองเข้าไป อยู่ๆพี่ชายคนโตก็มองดูพื้นดินแล้วพูดว่า
    “มีอูฐตัวใหญ่เดินผ่านมาที่นี่เมื่อไม่นานมานี่เอง”
    พอเดินเลยไปอีกหน่อย น้องคนรองกวาดตามองสองข้างทางแล้วบอกว่า
    “อูฐตัวนี้ตาบอดไปข้างหนึ่งด้วย”
    ผ่านไปอีกน้องคนเล็กก็บอกว่า
    “มีผู้หญิงกับลูกน้อยขี่มันมา”
    “จริงๆด้วย” พี่คนโตและคนรองว่า

    พี่น้องทั้งสามพากันเดินต่อไปเรื่อยๆ ในไม่ช้ามีคนขี่ม้าตามมาทันพี่น้องทั้งสาม พี่ชายคนโตแหงานหน้าขึ้นมองแล้วถามว่า

    “ของหายแล้วกำลังตามหาใช่ไหมท่านผู้ขี่ม้า”

    คนขี่ม้าบังคับม้าให้หยุด แล้วตอบว่า

    “….ใช่แล้ว มีของหาย”
    “ของหายนั้นคืออูฐใช่ไม๊ล่ะ”
    “ใช่ อูฐ” คนขี่ม้าตอบ
    “ตัวใหญ่ใช่ไหม”
    “ตัวใหญ่”
    “อูฐนั้นตาบอดข้างซ้ายใช่ไหม” น้องคนกลางถาม
    “ถูกแล้วมันตาบอดข้างซ้าย”
    “มีหญิงกับลูกน้อยขี่มันมาใช่หรือเปล่า” น้องคนเล็กถาม

    คนขี่ม้าจ้องพี่น้องทั้งสามอย่างสงสัยแล้วพูดว่า

    “ถ้างั้นก็หมายความว่าอูฐของข้าอยู่ที่พวกแก เอาไปไว้ที่ไหนบอกมาโดยดี”
    “อะไรกัน อูฐของท่านเราไม่เคยเห็นหน้าตามันด้วยซ้ำ” พี่น้องทั้งสามกล่าว
    “ถ้าพวกแกไม่เห็นแล้วจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่ามันมีรูปพรรณสัณฐานอย่างนั้น”
    “เราเป็นคนรู้จักสังเกต จึงทายได้ถูกต้อง รีบควบม้าไปทางโน้นเร็วๆเถอะ แล้วอาจจะตามหาอูฐของท่านพบ” พี่น้องทั้งสามบอก
    “ไม่เอา” เจ้าของอูฐว่า “ข้าไม่ไปหรอกทางนั้นน่ะ อูฐของข้าอยู่ที่พวกแกนี่หล่ะ เอามาคืนข้าเสียดีๆ”
    “ก็บอกแล้วว่าไม่เห็น ไม่เคยเห็นอูฐของท่าน” สามพี่น้องร้อง

    แต่คนขี่ม้าไม่ฟังเสียง เขาชักดาบออกมาจากเอว ชูกวัดแกว่งต้อนให้พี่น้องทั้งสามเดินไปข้างหน้าตรงไปวังเจ้าเมืองของเมืองนั้น มอบให้ยามหน้าวังเฝ้าสามพี่น้องเอาไว้ แล้วตัวเองเข้าไปหาเจ้าเมืองเล่าให้เจ้าเมืองฟัง

    “ข้าแต่เจ้าเมือง กระผมพาฝูงสัตว์เลี้ยงไปกินหญ้าตามเนินเขา ลูกโน้น ส่วนเมียและลูกก็ขี่อูฐตัวใหญ่ ตาบอดข้างหนึ่งตามมาด้วย แล้วเธอก็หลงทางหายไปไหนไม่ทราบ กระผมเที่ยวตามหาจนพบกับชายพเนจรสามคนนี่ เชื่อว่าสามคนนี่เองเป็นคนเอาอูฐไป และสงสัยว่าฆ่าเมียและลูกของกระผมเสียแล้ว” 

    เจ้าเมืองได้ฟังแล้วจึงถามว่า

    “เจ้ารู้มาได้อย่างไรว่าเป็นอย่างนั้น”
    “ก็พวกเขาเองเล่าให้กระผมฟังว่า อูฐนั้นตัวใหญ่ตาบอดข้างซ้ายและมีผู้หญิงกับเด็กขี่หลังมัน”
    เจ้าเมืองนิ่งคิดอยู่พักหนึ่งแล้วพูดว่า
    “หากเจ้าไม่ได้บอกเขา แล้วเขาทายถูกว่าอูฐนั้นหน้าตาเป็นอย่างไรได้แม่นยำ แล้วก็พิสูทน์ว่าอูฐอยู่กับพวกนี้ จงไปนำพวกเขามาที่นี่”

    เจ้าของอูฐออกไปข้างนอกแล้วกลับเข้ามาพร้อมด้วยสามพี่น้อง

    “เฮ้ย เจ้าขโมย” เจ้าเมืองตะคอกถาม “พวกเจ้าเอาอูฐของชายคนนี้ไปไว้ที่ไหน ฮึ”
    “พวกกระผมไม่ได้ขโมยอะไร และก็ไม่เคยเห็นอูฐของเขาเลย” สามพี่น้องตอบ
    “เจ้าของอูฐเขาไม่ได้ถามอะไรพวกเจ้าเลย แต่พวกเจ้าเองบอกรูปพรรณสัณฐานของอูฐได้ถูกต้อง แล้วพวกเจ้ายังมีหน้ามาปฏิเสธอีกหรือ”
    “โอ ข้าแต่ผู้ครองเมือง เรื่องนี้ไม่เป็นเรื่องแปลกประหลาดอะไรเลย พวกเราฝึกกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยแล้วที่จะไม่ปล่อยให้อะไรหลุดพ้นสายตาและความสังเกตอย่างพิถีพิถัน เราได้ฝึกฝนกันมาให้ใช้ความสังเกตและดุลยพินิจขบปัญหาต่างๆได้มากมาย เราจึงรู้รูปพรรณสัณฐานของอูฐตัวนี้ได้ แม้ว่าเราจะไม่เห็นตัวของมันเลย”
    “สามารถรู้ละเอียดถึงอย่างนั้นเชียวหรือ ทั้งๆที่ไม่เคยเห็นตัวมันเลย” เจ้าเมืองหัวเราะลั่น
    “สามารถรู้ได้” สามพี่น้องตอบ
    “เอาล่ะ เดี๋ยวเราจะได้รู้กัน จะพิสูจน์ว่า พวกเจ้าเก่งจริงอย่างคุยหรือไม่”

    เจ้าเมืองเรียกคนสนิทเข้ามาหาแล้วกระซิบบอกอะไรอย่างหนึ่งคนสนิทก็ออกจากวังไปในทันทีนั้น แล้วสักพักใหญ่ก็กลับมาพร้อมด้วยคนรับใช้สองคนที่ช่วยกันแบกลังใบใหญ่ คนใช้ค่อยๆวางหีบลงอย่างระมัดระวังตรงประตูให้เจ้าเมืองมองเห็นได้ถนัดตา แล้วก็เลี่ยงออกไปอยู่ห่างๆ พี่น้องทั้งสามเฝ้าสังเกตดูอยู่แต่ไกล ว่าคนรับใช้นำลังมาจากไหน นำมันมาอย่างไร และวางลงพื้นห้องอีท่าไหน อย่างไร

    “นี่ เจ้าขโมยทั้งสาม ลองทายซิว่า มีอะไรอยู่ในลังนี่” เจ้าเมืองถาม
    “โธ่ ท่านเจ้าเมือง พวกกระผมได้กราบเรียนแล้วว่าพวกกระผมไม่ได้เป็นขโมยขโจรอะไรเลย แต่เรื่องที่ว่าในลังนั้นมีอะไรน่ะเหรอ ก็มีสิ่งกลมๆเล็กๆวางอยู่” พี่ชายคนโตกล่าว และน้องคนกลางก็เสริมว่า
    “มันเป็นผลทับทิมนั่นเอง”
    “และเป็นผลทับทิมที่ยังไม่แก่จัดเต็มที่ด้วย” น้องคนเล็กจาระนัยต่อ

    เจ้าเมืองตะโกนสั่งให้ยกลังเข้าไปใกล้ๆ คนใช้ก็ยกลังเข้าไปวางต่อหน้าเจ้าเมือง เจ้าเมืองสั่งให้เปิดฝาลังออกแล้วมองลงไป ปรากฏว่า ความจริงในลังใหญ่ใบใหญ่นั้นมีผลทับทิมที่ยังไม่ทันสุกลูกหนึ่งวางอยู่ เขาหยิบทับทิมที่ยังไม่ทันสุกลูกหนึ่งวางอยู่ เขาหยิบทับทิมขึ้นมาโชว์ให้ทุกคนในที่นั้นดู แล้วหันไปทางเจ้าของอูฐตัวที่หายว่า

    “พวกนี้เขาไม่ได้เป็นขโมย และก็เป็นความจริงที่ว่าพวกเขาเป็นคนช่างสังเกตมีไหวพริบหลักแหลม เจ้าไปตามหาอูฐของเจ้าที่อื่นเถอะ”

    ทุกคนในที่นั้นรวมทั้งเจ้าเมืองต่างตื่นเต้นแปลกใจกับความช่างสังเกตและความแม่นยำในการทายของพี่น้องทั้งสามเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเจ้าเมืองเอง เขาได้สั่งให้นำข้าวปลาอาหารเลิศรสนานาชนิดมาเลี้ยงสามพี่น้องอย่างเต็มที่

    “สำหรับพวกเจ้านั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีความผิดแต่อย่างใด จะไปไหนก็ได้เชิญได้ตามชอบใจ แต่ก่อนจะจากไป เล่าให้ละเอียดหน่อยซิว่า สืบรู้ได้อย่างไรว่าชายคนนั้นทำอูฐหาย และทำไมถึงรู้ว่าอูฐตัวนั้นมีลักษณะเช่นนั้น”
    พี่ชายคนโตตอบว่า
    “กระผมทราบได้จากรอยเท้าของมันในดินว่ามีอูฐตัวใหญ่ผ่านมาหยกๆ และเดาเอาว่าชายที่ตามหลังเรา มองซ้ายแลขวาอยู่ตลอดเวลาก็หมายความว่าคงมาตามหาอูฐตัวนั้น”
    “เออ จริงซินะ” เจ้าเมืองกล่าว “แล้วใครล่ะที่รู้ว่าอูฐนั้นตาบอดข้างซ้าย”
    น้องคนกลางพูดว่า
    “กระผมเองเป็นคนบอก”
    “แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าอูฐมันตาบอดข้างซ้าย ไอ้อย่างนี้มันจะมีร่องรอยอะไรประทับไว้บนพื้นถนนให้เห็นเหมือนรอยตีนได้ล่ะ”
    “กระผมเดาเอาจากรอยพงหญ้าข้างทางด้านขวาถูกเล็ม แต่ทางด้านซ้ายไม่ถูกแตะต้องเลย”
    “นี่ก็ถูกอีกเหมือนกัน” เจ้าเมืองว่า “แล้วใครล่ะที่ล่วงรู้ได้ว่าบนหลังอูฐมีผู้หญิงและเด็กขี่มา”
    “กระผมเอง ” น้องคนเล็กว่า “กระผมสังเกตเห็นอูฐหยุดอยู่ตรงที่แห่งหนึ่ง คุกเข่าให้คนขี่ลง และมีรอยรองเท้าบูทนวมของผู้หญิงและรอยเท้าอีกคู่ที่เล็กกว่า จากรอยเท้าเหล่านี้ผมรู้ว่ามีเด็กกับผู้หญิงขี่มา”
    “ถูกต้องทุกอย่าง แต่ทว่าพวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าในลังใบใหญ่นั้นมีผลทับทิมอยู่ข้างใน เรื่องนี้แหล่ะ เหลือวิสัยที่จะเข้าใจได้จริงๆ”
    “ลังถูกยกมาด้วยคนใช้สองคน” พี่ชายคนโตกล่าว “แต่สังเกตได้ง่ายว่าลังนั้นไม่รู้สึกหนักเท่าไหร่ และเมื่อคนใช้วางลังลงบนพื้นกระผมได้ยินว่ามีอะไรกลมๆกลิ้งไปมาอยู่ในนั้น”
    “ส่วนผมทายว่าลังนั้นถูกนำมาจากสวน แล้วในนั้นมีสิ่งกลมๆไม่ใหญ่นักซึ่งก็น่าจะเป็นผลทับทิม เพราะสังเกตว่าใกล้ๆวังของท่านมีต้นทับทิมขึ้นอยู่มากมาย”
    “ถูกของเจ้า” เจ้าเมืองว่า แล้วหันไปทางน้องคนเล็กสุด ถามว่า
    “แล้วเจ้าล่ะ รู้ได้อย่างไรว่าทับทิมลูกนั้นยังดิบอยู่”
    “ตอนนี้เป็นฤดูที่ทับทิมยังไม่สุก ไม่เชื่อก็ลองดูด้วยตาของใต้เท้าเอง” ว่าแล้วเขาก็ชี้ไปทางหน้าต่างให้เจ้าเมืองดู เจ้าเมืองมองตามมือออกไปทางหน้าต่าง ก็แลเห็นว่าในสวนทับทิมของตนนั้นเต็มไปด้วยผลทับทิมที่ยังดิบอยู่

    เจ้าเมืองสนเท่ห์ต่อความรอบคอบช่างสังเกตและการทำนายคาดการณ์ถูกต้องแม่นยำของสามพี่น้อง แล้วอุทานว่า
    “พวกเจ้ามิได้ร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงินทองก็จริง แต่ก็มั่งคั่งด้วยสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด”

    อ่านบทความอื่นๆในหมวดวรรณกรรม: บทความทั้งหมด >>>
    
     
    กรุงเทพมหานคร
    มอสโก
    เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
    วลาดิวอสต็อก
    เคียฟ
    เยเรวาน
    อัลมาตี
    ทาชเคนท์
    Москва информер погоды
    Банкок информер прогноз погоды
    เรื่องเด่น
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเยือนรัสเซีย
    บทความ
    สยามสโกเย ปาโซลสตวา ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

    โดย วัฒนะ คุ้นวงศ์
    ใครก็ตามที่ได้ไปประเทศรัสเซีย น้อยคนนักที่จะไม่ไปเยือนนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และ ส่วนใหญ่ที่ไปจะรู้จัก ...
    รัสปูติน บทที่ 5 Tsar Nicholas II

    โดย กุมภกา
    Nicolas Tsar ที่สอง ขึ้นครองราชย์ ทรงเปรื่องปราชญ์ เชี่ยวชาญ การศึกษา รัฐศาสตร์ กฎหมาย ปรัชญา ทั้งภาษา ศิลปะ ว ...

    *** สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ขอสงวนลิขสิทธิ์ในงานเขียนและงานแปลทุกชิ้น ***

    Copyright © 2008-2012 Royal Thai Embassy. All Rights Reserved.