Home
РУССКИЙ   IN ENGLISH    ประกาศ: Announcement by the National Legislative Assembly on the Invitation for the Ascension of the Heir to the Throne ** รัฐบาลไทยโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขอเชิญลงนามน้อมเกล้าแสดงความอาลัยถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพลอดุลยเดช ** พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วันที่ 15 ตุลาคม 2559 เวลา 23.30 น. ** กิจกรรมสอท.: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก จัดงานเลี้ยงรับรองวันกองทัพไทย ** การจัดงานพิธีสตมวารของ สอท. ณ กรุงมอสโก เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ** ข่าว: ตารางแสดงวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรและราคากลาง (ราคาอ้างอิง) ในการจัดซื้อจัดจ้างที่มิใช่งานก่อสร้าง ** The Royal Rainmaking **
Home
  • ความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย
  • สถานเอกอัครราชทูต
  • พื้นที่ในความรับผิดชอบ
  • สถานกงสุลในรัสเซียและ CIS
  • กิจกรรมสถานทูต
  • ข่าวและข้อมูลที่น่าสนใจ
  • ฝ่ายกงสุล
  • การศึกษารัสเซีย
  • ดาวน์โหลดเอกสารและแบบฟอร์ม
  • ข่าวงาน

  • 















    ติดต่อเรา
    Bolshaya Spasskaya 9
    Moscow 129090, Russia

    โทร: +7495 608-0856
    หมายเลขฉุกเฉิน:
    +๗๙๑๖ ๙๓๙-๒๑๕๕
    แฟกซ์: +7 (495) 690 - 9659

    รายละเอียดและแผนที่ >>>

    การค้าและการลงทุน - สอท. ณ กรุงมอสโก :

    การค้าและการลงทุน

    การถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินของชาวต่างชาติในประเทศไทย

    การได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ของคนต่างด้าว

    คนต่างด้าวที่ได้นำเงินมาลงทุนตามจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าสี่สิบล้านบาทอาจขอได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้ไม่เกินหนึ่งไร่ และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี โดยในการขอได้มาซึ่งที่ดินดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ วิธิการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ตามนัยมาตรา ๙๖ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนี้

    ๑. กรณีคนต่างด้าวซึ่งได้นำเงินมาลงทุน มีความประสงค์จะขออนุญาตให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๗๑ ตามแบบ ต.๔ พร้อมทั้งเอกสารหลักฐานดังต่อไปนี้

    ๑.๑ ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวซึ่งออกให้โดยสถานีตำรวจท้องที่ที่คนต่างด้าวมีภูมิลำเนาอยู่ หรือใบสำคัญถิ่นที่อยู่ ซึ่งออกให้โดย กองตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือเอกสารหนังสือเดินทางแสดงสัญชาติของคนต่างด้าว

    ๑.๒ หลักฐานเกี่ยวกับการลงทุนในประเภทของธุรกิจหรือกิจการประเภทหนึ่งประเภทใดที่กำหนดในกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๕ ดังนี้

    ๑.๒.๑ หนังสือรับรองการลงทุนจากผู้ขายพันธบัตร และพันธบัตรรัฐบาลไทย พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หรือพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกันต้นเงินหรือดอกเบี้ย

    ๑.๒.๒ หนังสือรับรองการลงทุนจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ว่าได้ลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน หรือกองทุนรวมเพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และหลักฐานการลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าว

    ๑.๒.๓ หลักฐานการลงทุนในการลงทุนเรือนหุ้นของนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของนิติบุคคล และบัตรส่งเสริมที่แสดงว่านิติบุคคลดังกล่าวได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

    ๑.๒.๔ หลักฐานการลงทุนในกิจการที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ประกาศให้เป็น กิจการที่สามารถขอรับการส่งเสริมการลงทุนได้ตาม กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของนิติบุคคล และหนังสือคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ระบุว่ากิจการที่นิติบุคคลดังกล่าวดำเนินการอยู่เป็นกิจการที่สามารถขอรับการส่งเสริมการลงทุนได้
    อนึ่ง หลักฐานตาม ๑.๒.๑ ถึง ๑.๒.๔ จะใช้ข้อหนึ่งข้อใดหรือหลายข้อรวมกัน ก็ได้ แต่ต้องมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสี่สิบล้านบาท

    ๑.๓ หลักฐานการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร หรือหลักฐานการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ หรือหลักฐานการถอนเงินจากบัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ เพื่อการลงทุน
    อนึ่ง หลักฐานดังกล่าวจะใช้อย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างรวมกันก็ได้ แต่ต้องมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสี่สิบล้านบาท

    ๑.๔ หนังสือรับรองจากผังเมืองจังหวัดว่าที่ดินที่จะขอให้ได้มาอยู่ภายในบริเวณที่กำหนดเป็นประเภทที่อยู่อาศัยตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง เฉพาะกรณีที่ดินนั้นอยู่นอกเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาล

    ๑.๕ หนังสือรับรองจากกระทรวงกลาโหมหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าที่ดินอยู่นอกเขตปลอดภัยในราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร

    ๑.๖ แผนที่สังเขปแสดงที่ตั้งของที่ดินขออนุญาต

    ๑.๗ ในกรณีที่ผู้ขอเป็นผู้มีสิทธิ์ในที่ดินอยู่แล้วในขณะที่ยื่นคำขอให้ได้มาซึ่งที่ดิน ให้แสดงหนังสือแสดงสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวด้วย

    ๒. ผู้ได้รับอนุญาตต้องดำรงการลงทุนไว้ไม่น้อยกว่าห้าปี และแสดงหลักฐานการถือครองการลงทุน ตาม ๑.๒ แล้วแต่กรณีที่เป็นปัจจุบัน ซึ่งต้องมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสี่สิบล้านบาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๗๑ ปีละครั้ง ก่อนหรือภายในวันครบรอบปีของการจดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินเป็นระยะเวลาห้าปีติดต่อกัน

    ๓. ผู้ได้รับอนุญาตต้องใช้ที่ดินนั้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับตนเองหรือครอบครัวโดยไม่ขัดต่อศีลธรรม จารีตประเพณี หรือวิถีชีวิตอันดีของชุมชนในท้องถิ่นนั้น

    ๔. ผู้ได้รับอนุญาตต้องแจ้งการใช้ที่ดินนั้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๗๑ ทราบภายในหกสิบวันนับแต่วันที่เริ่มใช้ที่ดินนั้น

    ๕. เมื่อได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๗๑ ผู้ได้รับอนุญาตต้องอำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามสมควรในการกำกับดูแลการใช้ที่ดินนั้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

    ๖. ถ้าผู้ได้รับอนุญาตถอนการลงทุนในธุรกิจหรือกิจการที่ลงทุนก่อนครบกำหนดเวลาการดำรงทุนตาม ๒ ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๗๑ ทราบภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ถอนการลงทุน

    ๗. ผู้ได้รับอนุญาตต้องใช้ที่ดินนั้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยภายในกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันจดทะเบียนการได้มา

    ๘. ถ้าไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขตาม ๒ หรือ ๖ ดังกล่าว อธิบดีมีอำนาจสั่งให้ผู้ได้รับอนุญาตจัดการจำหน่ายที่ดิน ในส่วนที่ผู้ได้รับอนุญาตมีสิทธิ์ภายในเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันแต่ไม่เกินหนึ่งปี ถ้าพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวอธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น และถ้าไม่ปฏิบัติตาม ๗ อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น

    ๙. เอกสารที่เป็นภาษาต่างประเทศ ต้องแปลเป็นภาษาไทย ส่วนการรับรองความถูกต้องของคำแปลเป็นภาษาไทย ให้ปฏิบัติตามกฎกระทรวง (พ.ศ.๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙

    ๑๐. กรณีนำเงินลงทุนมาลงทุนแล้วสี่สิบล้านบาท และซื้อที่ดินไม่ครบ ๑ ไร่ ต่อมาต้องการซื้อที่ดินเพิ่มอีกภายในระยะเวลาที่ดำรงการลงทุน สามารถใช้หลักฐานการลงทุนเดิมมาใช้ประกอบคำขอได้

    การขอได้มาซึ่งที่ดินหรือห้องชุดของคนต่างด้าว และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าว

    ๑. กรณีคนต่างต่างด้าวขอได้มาซึ่งที่ดิน ปัจจุบันคนต่างด้าวสามารถที่จะขอได้มาซึ่งที่ดินในประเทศไทยได้ใน ๓ กรณี คือ
    ๑.๑ โดยการขอรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม ตามมาตรา ๙๓ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเมื่อรวมกับที่ดินที่มีอยู่เดิมแล้ว (หรือยังไม่เคยมี) ต้องไม่เกินจำนวนที่จะพึงมีได้ ตามความในมาตรา ๘๗ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เช่น ที่อยู่อาศัยไม่เกิน ๑ ไร่

    ๑.๒ คนต่างด้าวทึ่ได้นำเงินมาลงทุนตามจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งไม่ต่ำกว่าสี่สิบล้านบาท อาจขอให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้ไม่ได้เกินหนึ่งไร่ และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี โดยในการขอได้มาซึ่งที่ดินดังกล่าวต้องไปเป็นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ตามนัยมาตรา ๙๖ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

    ๑.๓ คนต่างด้าวอาจขอได้มาซึ่งที่ดินตามกฎหมายอื่น เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ ซึ่งสามารถติดต่อขอรายละเอียดได้ที่สำนักคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โทร ๐-๒๕๓๗-๘๑๑๑ หรือพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.๒๕๒๒ โดยสามารถติดต่อขอรายละเอียดได้ที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โทร ๐-๒๒๕๓-๐๕๖๑ หรือ ตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔

    ๒. กรณีคนต่างด้าวขอถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุด

    คนต่างด้าวหรือนิติบุคคลซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าวจะถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดในประเทศไทยได้ ต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ ๒ ประการ หากขาดหลักเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่อาจจะถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดดังกล่าวได้ กล่าวคือ

    ๒.๑ ต้องเป็นคนต่างด้าวหรือนิติบุคคลซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าวตามมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุดฯ กรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้

    (๑) เป็นคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้มีถิ่นทิ่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง โดยแสดงหลักฐาน หนังสือเดินทางแสดงสัญชาติของคนต่างด้าว และใบสำคัญถิ่นที่อยู่ (แบบ ตม.๑๑, ตม.๑๕ หรือ ตม.๑๗ อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแต่กรณี) ซึ่งออกให้โดยกองตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือสำหรับคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวซึ่งออกให้โดยสถานีตำรวจ ท้องที่ที่คนต่างด้าวมีภูมิลำเนาอยู่ ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานขอได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในห้องชุดในกรณีนี้ได้ โดยไม่ต้องนำหนังสือเดินทางมาแสดงอีก

    (๒) เป็นคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักร ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน โดยแสดงหลักฐานหนังสือเดินทางแสดงสัญชาติของคนต่างด้าว และหนังสือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่รับรองว่าเป็นคนต่างด้าว ที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน

    (๓) เป็นนิติบุคคลซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าวที่กำหนดไว้ในมาตรา ๙๗ และ มาตรา ๙๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งจดทะเบียนเป็นจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาบไทย โดยแสดงหลักฐานการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย เช่น บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนแล้ว ต้องแสดงหลักฐานหนังสือรับรองของนายทะเบียนหุ้นส่วนจำกัด กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น

    (๔) เป็นนิติบุคคลซึ่งเป็นคนต่างด้าวตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ และได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน โดยแสดงหลักฐานหนังสือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่รับรองว่าเป็นผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมาว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน

    (๕) คนต่างด้าวหรือนิติบุคคลที่กฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าวซึ่งนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร หรือถอนเงินจากบัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นฐานอยู่นอกประเทศ หรือถอนเงินจากบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ ต้องแสดงหลักฐานดังต่อไปนี้

    ๒.๒ การถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดของคนต่างด้าวและนิติบุคคลดังกล่าวในข้อ ๒.๑ เมื่อรวมกันแล้วจะต้องไม่เกินอัตราร้อยละสี่สิบเก้าของเนื้อที่ห้องชุดทั้งหมดในอาคารชุดนั้นในขณะที่ขอจดทะเบียนอาคารชุดตามมาตรา ๖ โดยมีข้อยกเว้นดังนี้

    ก. สำหรับอาคารชุดใดที่จะมีคนต่างด้าวและหรือนิติบุคคลตามที่ระบุไว้ในข้อ ๒.๑ ถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดเกินกว่าอัตราร้อยละสี่สิบเก้า อาคารชุดนั้นจะต้องอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเทศบาล หรือเขตเมืองพัทยา มีที่ดินที่ตั้งอาคารชุดรวมกับที่ดินที่มีไว้เพื่อใช้ หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วมทั้งหมดไม่เกินห้าไร่ มีห้องชุดไม่น้อยกว่าสี่สิบห้องชุด ได้จดทะเบียนเป็นอาคารชุดมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปีก่อนวันที่จะขอให้คนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดเกินร้อยละสี่สิบเก้า และอาคารชุดนั้นต้องไม่ตั้งอยู่ในบริเวณเขตปลอดภัยในราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร

    ข. เมื่อครบกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ ใช้บังคับ(วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๒) กฎหมายบัญญัติให้ยกเลิกความในข้อ ก. และให้คนต่างด้าวและนิติบุคคลที่ได้ห้องชุดมาตามข้อ ก. หรือคนต่างด้าวและนิติบุคคลที่ระบุไว้ในข้อ ๒.๑ ซึ่งรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดต่อเนื่องจากคนต่างด้าวหรือนิติบุคคลดังกล่าว ถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดนั้นต่อไปได้ แม้ว่าจะเกินอัตราร้อยละสี่สิบเก้าของเนื้อที่ของห้องชุด

    ๓. กรณีบุคคลสัญชาติไทยที่มีหรือเคยมีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวและบุคคลสัญชาติไทยที่เป็นบุตรผู้เยาว์ของคนต่างด้าว ขอได้มาซึ่งที่ดิน

    ๓.๑ กรณีบุคคลสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสโดยชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมายเป็นคนต่างด้าวขอซื้อที่ดินหรือขอรับโอนที่ดินในกรณีอื่นที่คล้ายคลึงกันในระหว่างสมรส หรือในระหว่างอยู่กินฉันสามีภรรยากับคนต่างด้าว แล้วแต่กรณี หากสอบสวนแล้ว ผู้ขอและคู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวได้ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันว่าเงินที่บุคคลสัญชาติไทยนำมาซื้อที่ดินทั้งหมดเป็นสินส่วนตัวหรือทรัพย์ส่วนตัวของบุคคลสัญชาติไทยแต่เพียงผู้เดียว มิใช่สินสมรสหรือทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน พนักงานเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้ต่อไปได้
    สำหรับกรณีที่คู่สมรสของบุคคลสัญชาติไทย ที่ประสงค์จะซื้อที่ดินหรือห้องชุดนั้นอยู่ต่างประเทศและไม่สามารถไปยืนยัน เป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันกับคู่สมรสต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ให้คู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวไปดำเนินการบันทึกถ้อยคำเป็นลายลักษณ์อักษรที่สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุล หรือโนตารีปัปลิค ให้ได้ใจความว่า เงินทั้งหมดที่คู่สมรสที่เป็นบุคคลสัญชาติไทยนำไปซื้อที่ดิน หรือห้องชุดนั้นเป็นสินส่วนตัว หรือทรัพย์ส่วนตัวของคู่สมรสที่เป็นบุคคลสัญชาติไทยทั้งหมด ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นสินสมรส หรือเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสต่างด้าวมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมด้วยแต่อย่างใด และให้พนักงานเจ้าหน้าที่รับรองว่าบุคคลที่ทำหนังสือนั้นเป็นคู่สมรสของ บุคคลสัญชาติไทยจริง เสร็จแล้ว ถือมามอบให้เจ้าพนักงานที่ดินที่จะทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้ ก็จะดำเนินการได้

    อนึ่ง สำหรับกรณีคนไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวที่ซื้อ หรือถือครองที่ดินหลังสมรส โดยแจ้งหรือยื่นเอกสารที่เป็นเท็จว่าเป็นโสดหรือไม่ได้สมรสกับคนต่างด้าวต่อเจ้าหน้าที่ก่อนที่กระทรวงมหาดไทยจะมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ มท ๐๗๑๐/ว ๗๙๒ ลงวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๔๒ หรือซื้อ หรือถือครองกรรมสิทธิ์ในห้องชุดหลังสมรส โดยแจ้งหรือยื่นเอกสารเป็นเท็จว่าเป็นโสด หรือไม่ได้สมรสกับคนต่างด้าวก่อน กรมที่ดินมีหนังสือ มท ๐๗๑๐/ว ๓๔๑๖๗ ลงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๒ ให้คู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวทั้งที่ชอบและมิชอบด้วยกฎหมายมายืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันกับคู่สมรสต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า เงินที่บุคคลสัญชาติไทยนำมาซื้อที่ดินหรือห้องชุดทั้งหมดเป็นสินส่วนตัวหรือ ทรัพย์ส่วนตัวของบุคคลสัญชาติไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว มิใช่สินสมรสหรือทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน เสร็จแล้วเจ้าพนักงานที่ดินเก็บเข้าสารบบไว้ และหากคู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวอยู่ต่างประเทศ และไม่สามารถไปยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันกับคู่สมรสต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ ก็ให้ดำเนินการเช่นเดียวกับกรณีคู่สมรสของบุคคลสัญชาติไทย ที่ประสงค์จะซื้อที่ดินหรือห้องชุดอยู่ต่างประเทศ เสร็จแล้วนำมามอบให้เจ้าพนักงานที่ดินเก็บเข้าสารบบไว้

    ๓.๒ กรณีบุคคลสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสทั้งที่ชอบและมิชอบด้วยกฎหมายเป็นคนต่างด้าวขอรับให้ที่ดินในระหว่างสมรส หรือระหว่างอยู่กินฉันสามีภรรยากัน หากสอบสวนแล้วเป็นการรับให้ในฐานะเป็นสินส่วนตัว หรือทรัพย์ส่วนตัวของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว มิได้ทำให้คนต่างด้าวเป็นเจ้าของในที่ดินร่วมด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้ต่อไป

    ๓.๓ กรณีบุคคลสัญชาติไทยที่เคยมีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าว แต่ได้หย่าขาดกัน หรือเลิกร้างกันแล้ว หรือบุตรผู้เยาว์ของคนต่างด้าวที่มีสัญชาติไทยขอทำนิติกรรมให้ได้มาซึ่งที่ดิน หากสอบสวนแล้วไม่ปรากฏพฤติการณ์หลีกเลี่ยงกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อไป

    ๔. กรณีบุคคลสัญชาติไทยที่มีหรือเคยมีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวและบุคคลสัญชาติไทยที่เป็นบุตรผู้เยาว์ของคนต่างชาติขอถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุด

    ๔.๑ กรณีบุคคลสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสทั้งที่ชอบและมิชอบด้วยกฎหมายเป็นคนต่างด้าว ขอซื้อหรือขอรับให้กรรมสิทธิ์ในห้องชุด ในฐานะที่เป็นสินส่วนตัว หรือทรัพย์ส่วนตัวของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว (ย่อมถือว่ากรรมสิทธิ์ในห้องชุดเป็นของบุคคลสัญชาติไทย) หรือกรณีที่บุคคลสัญชาติไทย ที่เคยมีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวแต่ได้หย่าขาดจากกันหรือเลิกร้างกันแล้ว หรือกรณีบุตรผู้เยาว์ของคนต่างด้าวที่มีสัญชาติไทยขอได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในห้องชุดให้พิจารณาเช่นเดียวกับกรณี ตาม ๓.๑ ถึง ๓.๒ โดยอนุโลม

    ๔.๒ กรณีบุคคลสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสทั้งที่ชอบและมิชอบด้วยกฎหมายเป็นคนต่างด้าวนำเงินที่เป็นสินสมรส หรือทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน แล้วแต่กรณี มาขอซื้อห้องชุดไม่ว่าจะใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือใช้ชื่อร่วมกับคู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าว ต้องพิจารณาตัวบุคคลต่างด้าวเป็นสำคัญ โดยคู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวนั้นต้องเป็นคนต่างด้าวตามนัยมาตรา ๑๙ (๑) หรือ (๒) หรือ (๕) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่เป็นคนไทยจึงมีสิทธิขอซื้อห้องชุดได้ตามสิทธิของคู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าว และต้องถือว่าห้องชุดนั้น คนต่างด้าวเป็นผู้ถือสิทธิ์ทั้งหมด เพราะกรรมสิทธิ์ในห้องชุดไม่อาจแบ่งแยกได้ และการถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดนั้นต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติตามมาตรา ๑๙ ทวิ

    ๔.๓ กรณีบุคคลสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสทั้งที่ชอบและมิชอบด้วยกฎหมายเป็นคนต่างด้าว ขอรับให้กรรมสิทธิ์ในห้องชุด ในฐานสินสมรส หรือทำให้คนต่างด้าวมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมด้วย คนต่างด้าวซึ่งเป็นคู่สมรสของบุคคลสัญชาติไทยนั้น ต้องเป็นคนต่างด้าวตามนัยมาตรา ๑๙ (๑) หรือ (๒) และต้องถือว่ากรรมสิทธิ์ในห้องชุดนั้นเป็นของคนต่างด้าวทั้งหมด และอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติ มาตรา ๑๙ ทวิ ด้วย ส่วนบุคคลสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าว ตามมาตรา ๑๙ (๕) ไม่อาจรับให้กรรมสิทธิ์ในฐานะสินสมรสได้ เนื่องจากกรณีตามมาตรา ๑๙ (๕) เป็นการขอได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในห้องชุดของคนต่างด้าวในลักษณะของการซื้อขายซึ่งต้องมีการชำระค่าห้องชุด

    การชำระเงินในการส่งสินค้า

    ขั้นตอนการชำระเงินในการส่งสินค้าจากไทยไปรัสเซีย
    (How to secure payments for deliveries from Thai companies to Russian companies)

    กฎหมายควบคุมการทำธุรกรรมการค้าระหว่างระหว่างประเทศ

    กฎหมายแพ่งของรัสเซีย กำหนดให้สินค้า บริการ และสินทรัพย์ทางการเงินสามารถเคลื่อนย้ายได้เสรีในรัสเซีย และภายใต้กฎหมายนี้ นิติบุคคลและบุคคลต่างชาติสามารถได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกับคู่ค้าฝ่ายรัสเซีย
    กฎหมายศุลกากร ในปัจจุบันซึ่งบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2004 ลดระยะเวลาการดำเนินการทางศุลกากรจาก 10 วัน เหลือ 3 วัน โดยทั่วไป ผู้นำเข้าสินค้าจะเป็นฝ่ายดำเนินการ
    Incoterms (International Commercial Terms) ธุรกรรมการค้าต่างประเทศกับบริษัทรัสเซียจะต้องเป็นไปตาม Incoterms ซึ่งเป็นระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศ มีจุดหมายเพื่อสร้างความชัดเจนในเรื่องการแบ่งแยกหน้าที่ ต้นทุนและความเสี่ยงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าในส่วนที่เกี่ยวกับการส่งมอบสินค้า

    การควบคุมเงินตราต่างประเทศ

    สินค้าและบริการไม่สามารถขายในรัสเซียเป็นเงินตราต่างประเทศ บุคคลต่างชาติจะต้องแลกเงินตราต่างประเทศเป็นเงินรูเบิล
    นิติบุคคลต่างชาติจะต้องปฏิบัติตามระเบียบการใช้เงินรูเบิลในรัสเซีย ซึ่งรวมถึงการซื้อและการใช้เงินรูเบิล การนำเข้าและส่งออกเงินรูเบิล และสามารถเปิดบัญชีเงินตราต่างประเทศในรัสเซียโดยไม่ต้องมีใบอนุญาตจากธนาคารชาติ

    ระเบียบข้อบังคับสำหรับนิติบุคคลรัสเซีย

    บริษัทรัสเซียที่จะเปิดบัญชีนอกประเทศรัสเซียจะต้องมีใบอนุญาตจากธนาคารรัสเซีย แต่สามารถเปิดบัญชีเงินตราต่างประเทศในธนาคารในประเทศ เพื่อทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้ และสามารถซื้อเงินตราต่างประเทศจากตลาดในประเทศเพื่อชำระ invoice ให้แก่ผู้ส่งออก

    ระเบียบข้อบังคับสำหรับนิติบุคคลต่างชาติ

    สำนักงานตัวแทนและสาขาของบริษัทต่างชาติในรัสเซียสามารถทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศโดยไม่ต้องมีใบอนุญาตพิเศษ และสามารถโอนเงินตราต่างประเทศระหว่างสำนักงานใหญ่และสำนักงานตัวแทนได้โดยไม่มีข้อจำกัด
    ปัจจุบัน รัสเซียผ่อนคลายระเบียบเกี่ยวกับการควบคุมเงินตรา แต่ยังคงมีข้อจำกัดในบางเรื่อง เช่น ห้ามการจ่ายเงินตราต่างประเทศสำหรับผู้มีถิ่นพำนักในรัสเซีย โดยมีข้อยกเว้นบางกรณี

    การค้าต่างประเทศและการนำเข้าของรัสเซีย

    ในช่วงปี 2003 -2008 การค้าต่างประเทศของรัสเซียขยายตัวอย่างมาก สินค้าเข้าส่วนใหญ่คือ ยานยนต์ เครื่องจักร และอุปกรณ์ ในขณะที่การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้นเรื่อย ๆ
    ในปี 2007 การนำเข้าส่วนใหญ่มาจาก EU (43.5%) รองลงมาคือ CIS (15%) และจีน (12.2%) จากไทยมีสัดส่วน 0.5%
    การนำเข้าไม่ถูกกฎหมายยังคงขยายตัว โดยมีการประมาณว่าการนำเข้าที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายมีสัดส่วน 15 – 50% ซึ่งสร้างความเสี่ยงให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง

    เอกสาร

    สัญญา – เป็นเอกสารสำคัญในการซื้อขายสินค้าระหว่างผู้ส่งออกของไทยและบริษัทรัสเซีย ในการเจรจาจัดทำสัญญา ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องเจรจาเพื่อให้สัญญาช่วยลดความเสี่ยงและพิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้ส่งออกให้มากที่สุด โดยจะต้องครอบคลุมเรื่องการประกันภัย การระงับข้อพิพาท วิธีการจ่ายเงิน ความเสี่ยงด้านการสูญหาย ซึ่งควรระบุว่าทันทีที่สินค้าออกจากประเทศไทย ผู้ส่งออกของไทยไม่ต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบสินค้า
    โดยที่การระบุข้อความดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็น ผู้ส่งออกของไทยควรจะว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาทางกฎหมายในการร่างสัญญาที่จะทำกับบริษัทรัสเซีย
    Letter of Credit (L/C) - ไม่เกี่ยวข้องกับกรณีที่ผู้ซื้อไม่ยอมรับสินค้า หรือการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ฉะนั้น ผู้ส่งออกจึงไม่สามารถวางใจว่า L/C จะช่วยประกันการส่งออก จึงจำเป็นต้องทำสัญญาที่ครอบคลุม

    เครื่องมือทางธนาคารที่ใช้ในการค้ากับต่างประเทศ

    ในอดีต บริษัทต่างชาติส่วนใหญ่ลดความเสี่ยงโดยการกำหนดให้ผู้นำเข้ารัสเซียชำระเงินค่าสินค้าล่วงหน้า แต่ปัจจุบันเครื่องมือทางธนาคารมีความสำคัญเพิ่มขึ้น อาทิ L/C, promissory notes, exchange bills, banking guarantees
    ในอดีต ผู้ส่งออกประสบปัญหาเรื่องการชำระเงินจากผู้นำเข้ารัสเซีย แต่ปัจจุบัน หลายประเทศและธนาคารต่างชาติมีการติดต่อกับธนาคารชั้นนำของรัสเซียเพื่อส่งเสริมการค้า

    ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 ระบบธนาคารรัสเซียมีการพัฒนามาก และสามารถทำหน้าที่สนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ
    การใช้ banking guarantees จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงในการติดต่อกับผู้นำเข้ารัสเซีย
    รายงานฯ ระบุข้อแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับ L/C และสถานะของธนาคารรัสเซีย

    Documentary L/C
    เป็นเครื่องมือที่ใช้แพร่หลายที่สุดในการทำการค้าระหว่างผู้ส่งออกกับผู้นำเข้า
    ธนาคารรัสเซียให้บริการแก่ผู้นำเข้ารัสเซียสำหรับ L/C ต่อไปนี้: Reserve/standby L/C; revolver L/C; transferable L/C; L/C with red clause (advanced payment)

    ประโยชน์ของ Documentary L/C มีหลายประการ อาทิ (1) ระบุพันธะในการจ่ายเงินอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออก และสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ส่งออกและผู้นำเข้า (2) ชื่อเสียงของธนาคาร ที่ออก L/C เป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออกและผู้นำเข้า (3) ขจัดความเสี่ยงสำหรับผู้ส่งออก (4) ผู้เชี่ยวชาญของธนาคารจะทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียดและไม่ลำเอียง (5) เป็นไปตาม Uniform Customs and Practice for Documentary Credits of the International Chamber of Commerce (6) ลดความเสี่ยงของค่าเงินและทางการเมือง

    ในส่วนของผู้นำเข้ารัสเซีย จะได้ประโยชน์จากการใช้ L/C คือ (1) การประกันว่าจะต้องจ่ายเงินเมื่อมีการส่งสินค้ามาแล้ว (2) การประกันว่าสินค้าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด (3) ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินล่วงหน้าทั้งจำนวน (4) ธนาคารสามารถให้สินเชื่อแก่ลูกค้ารัสเซียเพื่อการสั่งสินค้า

    การใช้ L/C จากธนาคารชั้นนำของรัสเซียเป็นหลักประกันความปลอดภัยและให้ความมั่นใจแก่ ทุกฝ่าย ซึ่งธนาคารเหล่านี้ (เช่น Sberbank, VTB) ส่วนใหญ่ออก L/C ให้แก่ผู้นำเข้า และให้บริการศึกษาข้อมูล (due diligence) อย่างครอบคลุมให้แก่ทุกฝ่าย

    ในการออก L/C ธนาคารจะพิจารณาความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น จากการที่ผู้ส่งออกไม่สามารถหรือปฏิเสธคืนเงินที่จ่ายล่วงหน้า ผู้ส่งออกไม่สามารถส่งสินค้าตามสัญญา ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงโดยการใช้ documentary L/C

    การยืนยัน L/C ธนาคารชั้นนำของรัสเซียบางแห่ง (เช่น Sberbank) มีบริการติดต่อขอรับการยืนยัน L/C โดยธนาคารต่างชาติรายอื่นที่มีชื่อเสียง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของบริษัทต่างชาติในเรื่องการไม่ชำระเงินสำหรับสินค้าที่ส่งไปรัสเซียแล้ว

    การให้เงินทุนเพื่อการค้า ธนาคารรัสเซียอาจให้เงินทุนระยะยาวเพื่อการสั่งสินค้า โดยวิธีการ uncovered L/C
    ธนาคารใช้วิธีการ clean encashment สำหรับ promissory notes

    การประกันภัย

    Commercial credit insurance บริษัทรัสเซียที่สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศมักจะได้รับเงื่อนไขพิเศษในการจ่ายเงิน (commercial credit) อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินลักษณะนี้จะเพิ่มความเสี่ยงให้แก่ ผู้ส่งออก เนื่องจากผู้ซื้ออาจจะชำระเงินล่าช้าหรือไม่ชำระเงินเลย

    Cargo insurance ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่ออกจากโกดังสินค้าต้นทางจนถึงโกดังสินค้าปลายทาง
    Advance payment insurance บริษัทประกันของรัสเซียให้บริการชดเชยคืนเงินจ่ายล่วงหน้าในกรณีบริษัทต่างชาติไม่ส่งสินค้าหรือบริการ โดยก่อนการทำสัญญาการค้า บริษัทประกันจะตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ส่งออกตามที่ผู้นำเข้าร้องขอ

    Export credit insurance การประกันประเภทนี้ครอบคลุมความเสี่ยงทางการค้าและทางการเมืองในขอบข่ายของการส่งออกในรูปของ commercial credit
    Freight forwarders’ liability insurance เป็นการประกันความรับผิดชอบสำหรับผู้ให้บริการส่งสินค้า
    Container insurance การประกันในส่วนที่เกี่ยวกับตู้สินค้า

    การชำระเงินที่ค้างชำระและเกินกำหนด

    • การดำเนินการในกรณีคู่ค้ารัสเซียไม่ชำระเงินค่าสินค้าตรงเวลามีหลายวิธี
    • บริษัทของไทยควรดำเนินการทุกวิถีทางในการเจรจากับบริษัทรัสเซียเพื่อขอทราบเหตุผลของการชำระเงินล่าช้า และพยายามประนอมหนี้ที่ค้างชำระ เพราะแม้แต่บริษัทขนาดใหญ่อาจจะมีปัญหาสภาพคล่องของเงินที่ทำให้ไม่สามารถชำระเงินตรงเวลาได้
    • การแก้ไขปัญหาที่อาจเป็นไปได้คือ การขายหนี้ค้างชำระแก่หน่วยงานทวงหนี้หรือธนาคาร แต่ธุรกิจนี้ยังไม่ค่อยพัฒนา (รายงานฯ ระบุรายละเอียดบริษัทที่ให้บริการนี้ 4 แห่ง)
    • ร้องต่อศาลของรัสเซีย ซึ่งสิ้นเปลืองเวลาและทรัพยากร และอาจไม่ประสบความสำเร็จ

    การตรวจสอบข้อมูล (due diligence) ของคู่ค้ารัสเซีย

    • การตรวจสอบข้อมูลของคู่ค้ารัสเซียเป็นกระบวนการสำคัญสู่ความสำเร็จในการทำธุรกิจในรัสเซีย แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า รัสเซียขาดข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท ชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือของบริษัทในรัสเซีย รายงานฯ จึงระบุข้อแนะนำเพื่อการตรวจสอบข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้
    • ข้อมูลด้านการเงินและประวัติความน่าเชื่อถือ รัสเซียไม่มีสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือในลักษณะบริษัทตะวันตก แต่สามารถหาข้อมูลทางการเงินและความน่าเชื่อถือได้จากแหล่งต่าง ๆ เช่น State Statistics Committee เว็บไซต์ของบริษัท และแหล่งอื่น ๆ เช่น สื่อมวลชนและ internet , National Credit Bureau และขอแนะนำให้บริษัทไทยว่าจ้างหน่วยงานวิจัยเพื่อรวบรวมข้อมูลทางการเงินและการตลาดของบริษัทรัสเซีย
    • ควรตรวจสอบคุณลักษณะที่บริษัทรัสเซียที่น่าเชื่อถือมักจะมี ได้แก่ การมีส่วนร่วมในองค์กรอุตสาหกรรมและธุรกิจ มีเว็บไซต์ที่ดีและมีข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท การใช้บริการธนาคารชั้นนำและบริษัทประกัน การเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและเจ้าของบริษัท ข้อมูลเกี่ยวกับการตลาดที่ดี ซึ่งแม้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะไม่สามารถรับประกันความน่าเชื่อถือของบริษัทได้ 100% แต่ก็มีประโยชน์ต่อกระบวนการตรวจสอบข้อมูล
    • การสัมภาษณ์บุคคลในวงการตลาดและผู้เชี่ยวชาญที่จะสามารถประเมินชื่อเสียงของบริษัทและความเสี่ยงในการทำการค้าด้วย
    • การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับหุ้นส่วนรัสเซีย เช่นบริษัทนายหน้าด้านศุลกากร (custom brokers) ซึ่งจะสามารถคัดเลือกบริษัทหรือลูกค้าให้แก่บริษัทไทยได้

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างบริษัทรัสเซียและบริษัทต่างชาติ

    รายงานฯ ระบุรายละเอียดหน่วยงานดังนี้

    • หน่วยงานราชการ
    • องค์กรที่สำคัญด้านธุรกิจและการลงทุน
    • บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำในรัสเซีย
    • บริษัทที่ปรึกษากฎหมาย
    • ธนาคารชั้นนำในรัสเซีย
    • บริษัทประกันภัยชั้นนำ
    • สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

    ระบบโลจิสติกส์ของรัสเซีย

    ระบบโลจิสติกส์ของรัสเซีย (Logistics system in Russia)

    1. เอกสารและพิธีการศุลกากร

    รัสเซียอยู่ระหว่างปฏิรูประบบเศรษฐกิจ กฎหมาย และกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อการเข้าเป็นสมาชิก WTO นโยบายการค้าของรัสเซียเปิดเสรี โปร่งใส และคาดการณ์ได้มากขึ้น
    ศุลกากรของรัสเซียที่เป็นไปตามระเบียบของ WTO เริ่มใช้บังคับตั้งแต่ 1 ม.ค. 2004 ซึ่งทำให้พิธีการศุลกากรชัดเจนและง่ายขึ้น โดยสามารถลดระยะเวลาการผ่านพิธีการทางศุลกากรจาก 10 วัน เหลือ 3 วัน

    ระเบียบทั่วไป:

    สินค้าที่เข้าเขตแดนรัสเซียจะต้องผ่านศุลกากร และโดยปกติ บริษัทรัสเซียที่เป็นคู่ค้าบริษัทต่างชาติจะต้องรับผิดชอบกระบวนการทางศุลกากร สินค้าที่นำเข้าจะสามารถซื้อขายได้ภายหลังจากการสำแดงและเสียภาษี และได้รับอนุญาตจากหน่วยงานศุลกากรแล้วเท่านั้น
    การขนส่งภายในประเทศ หรือการขนส่งระหว่างเมืองภายในรัสเซียไม่มีข้อจำกัดหรือระเบียบบังคับ

    นโยบายศุลกากร

    (1) ลดภาษีอากรสำหรับสินค้าเข้าประเภทเครื่องจักร (2) ทำให้กระบวนการทางศุลกากรง่ายขึ้น (3) ควบคุมทางศุลกากรเข้มงวดขึ้นภายหลังจากผ่านพิธีการทางศุลกากรแล้ว

    ความตกลงการค้าเสรี

    รัสเซียมี FTA กับประเทศในกลุ่ม CIS รัสเซีย เบราลุส คาซัคสถาน คีร์กิซสถาน ทาจิกิสถาน เป็นสหภาพศุลกากร

    ภาษี

    สินค้าเข้าแทบทุกชนิดต้องเสียภาษีอากรเป็น ad valorem มีอัตราตั้งแต่ 0% - 100% สินค้าส่วนใหญ่มีอัตราภาษีระหว่าง 5 – 20% ประเทศที่มีสถานะ Most Favoured Nation จะใช้ base rates ตามที่ระบุในกฎหมาย สินค้าจากประเทศกำลังพัฒนามีอัตรา 75% ของ base rates และประเทศพัฒนาน้อยที่สุดมีอัตราภาษี 0% แต่จำกัดอยู่ที่สินค้าวัตถุดิบและหัตถกรรม
    สินค้าเข้าบางประเภทที่ถูกเรียกเก็บภาษีสรรพสามิต เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ รถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์
    สินค้านำเข้าแทบทุกชนิดจะถูกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม18% ส่วนอาหารและสินค้าสำหรับเด็กจะถูกเรียกเก็บ 10% หรือ 0%
    สินค้าสามารถนำเข้าชั่วคราวแต่ไม่เกิน 2 ปี และจะต้องชำระเงิน 3% ของมูลค่าภาษีสินค้า

    เขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ)

    สินค้าเข้าไปยัง SEZ ไม่ต้องเสียภาษีอากรและ VAT แต่สินค้านำเข้า ถ้านำออกจาก SEZ เพื่อขายในรัสเซีย จะต้องเสียภาษีอากรและ VAT ถ้าสินค้าที่ผลิตจาก SEZ และส่งออกไปต่างประเทศ ต้องเสียภาษีส่งออก ส่วนสินค้าเข้าไปยัง SEZ แต่ไม่มีการผ่านกระบวนการผลิตและจะส่งออก จะไม่ต้องเสียภาษีส่งออก

    พิธีการทางศุลกากร

    มีลำดับดังนี้ สินค้าเข้าที่ด่านศุลกากร ขนถ่ายสินค้า ยื่นเอกสารศุลกากร ยื่นเอกสารอื่น ๆ (เช่นใบอนุญาตนำเข้า) จ่ายภาษีและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ
    สำนักงานศุลกากรอาจจะเรียกตรวจเอกสารจากผู้นำเข้าและส่งออกเพื่อยืนยันสถานะทางกฎหมาย

    สินค้าที่ควบคุมคุณภาพ

    สินค้าบริโภคส่วนใหญ่และเครื่องจักรบางชนิดจะต้องได้รับใบรับรอง (Certificate of Conformity) ออกโดยหน่วยงาน Gosstandart ก่อนจำหน่ายในรัสเซีย ซึ่งมีอายุ 1-3 ปี โดยผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน RosTest / Federal Service for Veterinary and Surveillance จะเดินทางไปตรวจที่โรงงานผลิตของประเทศผู้ส่งออก โดยโรงงานจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย
    กระบวนการขอใบรับรองยุ่งยากและเสียเวลานาน ผู้ส่งออกส่วนใหญ่จะว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาช่วยดำเนินการ

    บริษัทนายหน้าสำหรับพิธีการศุลกากร

    บริษัทต่างชาติที่เข้ามาในตลาดรัสเซียนิยมใช้บริษัทนายหน้า (customs broker) รับผิดชอบเรื่องการออกและขนส่งสินค้า ซึ่ง ข้อดีคือ บริษัทเหล่านี้มีความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานศุลกากร มีการให้บริการครบวงจร และเมื่อมีการทำสัญญากับบริษัท จะรับประกันการส่งของตามกำหนด ข้อเสียคือจะเพิ่มต้นทุนกว่า 2-3% ของมูลค่าสินค้า และอาจเสนอบริการที่ไม่จำเป็น
    หากบริษัทจากไทยต้องการขยายการส่งออกมารัสเซีย ควรจะพิจารณาโอกาสการเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทนายหน้าหรือบริษัทโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ที่ให้บริการด้านนี้ แต่ต้องจัดทำ due diligence ของหุ้นส่วนรัสเซีย โดยสิ่งที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับหุ้นส่วนคือ ขนาดของธุรกิจ ระยะเวลาการดำเนินธุรกิจ ประเภทของลูกค้า ชื่อเสียงในสายตาสื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญ เจ้าของและผู้บริหาร

     

    2. ลักษณะโลจิสติกส์

    การค้าและการส่งออกของรัสเซีย

    ในปี 2003 – 2008 การค้าต่างประเทศของรัสเซียเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในปี 08 คาดว่าจะมีมูลค่าการค้ามากกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (45% ของ GDP) โดยเป็น 3.5 เท่าของปี 03
    การนำเข้าเพิ่มขึ้นตามรายได้และรายจ่ายของผู้บริโภคในประเทศ และอุปสงค์ของกิจการต่อสินค้าทุนและเครื่องจักร สินค้าเข้าส่วนใหญ่เป็นยานยนต์ เครื่องมือและเครื่องจักร ส่วนการนำเข้าสินค้าเพื่อการบริโภคก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมี “shadow import” ซึ่งหมายถึงการนำเข้าอย่างผิดกฎหมายหรือไม่มีการชำระภาษี ซึ่งวิธีการนี้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้ากับต่างประเทศ

    อุตสาหกรรมการขนส่ง

    อุตสาหกรรมการขนส่งเติบโตอย่างมากจากการเติบโตของกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศ การขนส่งส่วนใหญ่คือการขนส่งก๊าซและน้ำมันผ่านท่อส่ง ซึ่งมากกว่า 50% ของปริมาณการขนส่งสินค้าทั้งหมด รองลงมาคือ ทางรถไฟ (42%) ส่วนทางอากาศ น้ำ และบก รวมกันไม่ถึง 5%
    รถไฟ สินค้าหลักที่ขนส่งทางรถไฟคือ วัสดุก่อสร้าง (19%) น้ำมัน (18%) สินแร่ (12%) สินค้าที่ต้องขนส่งระยะทางไกลจะไม่มีทางเลือกอื่น หากเป็นการขนส่งระยะสั้น สามารถใช้ทางบก หรือทางน้ำ (ถ้ามี)
    ถนนและการขนส่งทางบก 85% ของถนนอยู่ในรัสเซียตะวันตก โครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างด้อยพัฒนา เครือข่ายการขนส่งของรัสเซียไม่มีการเชื่อมโยงกัน กล่าวคือ
    - 8 ใน 12 สนามบินหลักไม่มีรถไฟเชื่อม
    - ท่าเรือที่ใหญ่ที่สุด 16 แห่งของประเทศไม่มีทางออกโดยตรงเชื่อมเครือข่ายถนนหลวง
    - ถนน 34 เส้นที่อยู่ในเครือข่ายถนนยุโรปและเอเชีย มีเพียง 9% ที่เป็นถนนหลวงหลายเลน

    ท่าเรือและการขนส่งทางทะเล

    การขนส่งผ่านท่าเรือเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ท่าเรือจะขนส่งสินค้าออก โดย 83% ของปริมาณน้ำหนักของสินค้าเป็นการส่งออก แต่ในด้านมูลค่า ส่วนแบ่งของการนำเข้ามีมากกว่า เนื่องจากการส่งออกของรัสเซียส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบ แต่นำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากกว่า เช่น เครื่องจักร และสินค้าที่ต้องใส่ในตู้สินค้า
    90% ของการค้าต่างประเทศในระดับโลกจะผ่านท่าเรือ แต่การค้าต่างประเทศของรัสเซียผ่านท่าเรือเพียง 60% สาเหตุคือ 45% ของการค้าต่างประเทศของรัสเซียเป็นการส่งออกน้ำมันและก๊าซ ซึ่งผ่านท่อ
    ในปี 2007 การขนส่งผ่านท่าเรือตะวันตกเฉียงเหนือ Murmansk และเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (46%) ท่าเรือทิศใต้ (36.6%) และตะวันออกไกล (17.3%) ซึ่งท่าเรือตะวันออกไกลมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการส่งออกและนำเข้าจากจีนและประเทศในเอเชีย

    สนามบินและการขนส่งทางอากาศ

    ปัจจุบัน สนามบิน 12 แห่งในรัสเซียรองรับ 70% ของผู้โดยสารทั่วประเทศ ปัจจุบันสนามบินระหว่างประเทศในรัสเซียรองรับผู้โดยสารเกินขีดความสามารถ ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนด้านก่อสร้างและปรับปรุงสนามบิน
    สายการบินขนส่งสินค้าที่สำคัญของรัสเซียได้แก่ Volga-Dnepr, Aeroflot-Cargo และ S7 Airlines

    การขนส่งสินค้าจากไทยไปรัสเซีย

    ยานยนต์ – ทะเลและรถไฟ เครื่องจักร – รถไฟ อาหารแปรรูป – เรือและรถ พลาสติก – เรือและรถไฟ ธัญพืช – เรือและรถไฟ เนื้อสัตว์และอาหารทะเลแช่แข็ง – ทะเล (ตู้สินค้า) และรถไฟ/รถ อัญมณี – เครื่องบิน ยางพารา – ทะเลและรถไฟ ข้าว - ทะเลและรถไฟ/รถ ผลไม้สด – ทะเลและรถ เครื่องสำอางค์ – ทะเล และรถ/เครื่องบิน

    ฤดูกาลของการขนส่ง

    สัดส่วนของปริมาณการขนส่งในแต่ละฤดูกาลจะใกล้เคียงกัน
    ในด้านการส่งออก การส่งออกน้ำมันและถ่านหินจะมากขึ้นในฤดูหนาว และการส่งออกปุ๋ยจะเป็นไปตามฤดูกาลเกษตรกรรมในประเทศนำเข้า สำหรับตลาดผู้บริโภคในรัสเซียจะมีปริมาณการขายถึง 30 - 40% ในไตรมาสที่ 4 ดังนั้น ช่วงก่อนและระหว่างไตรมาสที่ 4 จะมีการขนส่งมาก ซึ่งการวางแผนขนส่งสินค้าไปรัสเซียควรจะคำนึงถึงความผันผวนดังกล่าว

    วิธีการลดต้นทุนการขนส่ง

    โอกาสในการลดต้นทุนมีไม่มาก เนื่องจากเส้นทางการขนส่งถูกผูกขาดโดยบริษัทขนส่งและโลจิสติกส์เพียงไม่กี่ราย แต่อาจจะลดต้นทุนได้โดย (1) การวางแผนและการสั่งของล่วงหน้า ฤดูร้อนจะเป็นช่วงที่ขาดแคลนยานพาหนะในการขนส่ง (2) ใช้บริการบริษัทนายหน้าที่จะให้คำแนะนำเส้นทางและบริการที่เหมาะสมเพื่อลดค่าใช้จ่าย (3) การประหยัดต่อขนาด (economy of scale) การขนส่งปริมาณมากจะลดต้นทุน ดังนั้น บริษัทขนาดกลางและเล็กควรรวมตัวกันขนส่งพร้อมกัน (4) เป็นเจ้าของโกดังสินค้า

    ระยะเวลาในการขนส่งสินค้าจากไทยไปรัสเซีย

    การขนส่งสินค้าจากไทยส่วนใหญ่โดยทางเรือและต่อด้วยบก โดยใช้เวลา 3-6 สัปดาห์ ไปยังโกดังสินค้าที่มอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และกระจายสินค้าต่อไป

    โกดังสินค้าในรัสเซีย

    ค่อนข้างด้อยพัฒนาเมื่อเทียบกับประเทศยุโรปตะวันตกและตะวันออก แต่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขณะนี้ ตลาดขายปลีกของรัสเซียกำลังประสบปัญหาอย่างรุนแรงในเรื่องการขาดแคลนโกดังสินค้าที่มีคุณภาพ ทำให้ค่าเช่าโกดังสูงกว่าเมืองต่าง ๆ ในยุโรป (ยกเว้นอังกฤษและฝรั่งเศส) กล่าวคือ ค่าเช่าโกดัง Class A ในมอสโก 156 ดอลลาร์สหรัฐ/ตารางเมตร ในรัสเซียเฉลี่ย 125 ดอลลาร์/ตารางเมตร และคาดว่าอัตราค่าเช่าจะเพิ่มขึ้น 15-20% ต่อปี
    เขตอุตสาหกรรมในมอสโกมี vacancy rate ต่ำกว่า 2% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าเมืองในยุโรปมาก ซึ่งแสดงว่าความต้องการโกดังสินค้าจะสูงกว่าปริมาณที่มีอยู่อย่างมาก ความต้องการโกดังคุณภาพสูง ส่วนใหญ่มาจากบริษัทขายปลีกรายใหญ่ ทั้งของต่างชาติและรัสเซีย ส่วนใหญ่บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่จะสร้างโกดังตามแบบที่ตนต้องการ การเช่าโกดังมีการแข่งขันสูง เนื่องจากโกดังคุณภาพสูงมักจะมีการทำสัญญาเช่าก่อนที่จะเริ่มสร้าง
    การขออนุญาตก่อสร้างทั้งในระดับมอสโกและท้องถิ่นไม่โปร่งใสและขั้นตอนยาวนาน ทำให้บริษัทต่างชาติเสียเปรียบบริษัทรัสเซีย ดังนั้น บริษัทต่างชาติบางรายจึงร่วมมือกับหุ้นส่วนรัสเซียเพื่อก่อสร้างโกดังขนาดใหญ่
    โดยที่ความต้องการโกดังที่มีคุณภาพและราคาอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้นเรื่อย ๆ บริษัทขายปลีกและผู้ผลิตจะซื้อโกดังสินค้าไว้ใช้ประโยชน์เอง ซึ่งรายงานได้ชี้ให้เห็นข้อดีและข้อเสียของการลงทุนซื้อโกดัง และเสนอแนะให้ร่วมลงทุนซื้อโกดังในทำเลที่ดีในมอสโก และควรจะใช้บริการของบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ในการตัดสินใจเช่าหรือซื้อโกดังสินค้าในรัสเซีย

    3. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าไปรัสเซีย

    รายงานฯ จัดทำตารางรายละเอียดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้
    - ท่าเรือต่าง ๆ ในรัสเซีย รวมทั้งความจุของท่าเรือ
    - หน่วยงานศุลกากรและจำนวนด่านตรวจ
    - บริษัทที่ปรึกษาด้านโลจิสติกส์และธุรกิจกับต่างประเทศ
    - บริษัทขนส่งสินค้าและผู้ประกอบการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบ (multi-modal transportation operators)
    - สมาคมด้านศุลกากร โลจิสติกส์ และการขนส่ง
    - บริษัทที่ปรึกษาด้านโกดังสินค้า
    - บริษัทประกันภัย

    4. ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการขนส่งสินค้าจากสหภาพยุโรปและจีนไปรัสเซีย

    รายงานระบุปัญหาสำคัญในกรณี EU และจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าที่สำคัญของรัสเซีย และเป็นคู่แข่งสินค้าของไทย รวมทั้งวิธีการลดอุปสรรคและความเสี่ยง
    - กระบวนการศุลกากร: ยุ่งยาก ซับซ้อน และล่าช้า ซึ่งอาจลดมูลค่าของสินค้าลงมาก และขาดกลไกที่จะเร่งรัดกระบวนการดังกล่าว รวมทั้งกลไกที่จะแก้ไขข้อพิพาทหากเกิดกรณีขัดแย้งกับหน่วยงานรัฐ การแก้ไขปัญหาคือ ใช้บริการบริษัทนายหน้าในเรื่องต่าง ๆ จัดตั้งระบบการยื่นเอกสารที่มีประสิทธิภาพ และหลีกเลี่ยงการนำเข้าที่ไม่ถูกกฎหมาย
    - การนำเข้าที่ไม่ถูกกฎหมาย: ทางการรัสเซียระบุว่าการนำเข้าจำนวนมากที่ละเมิดกฎระเบียบ โดยเฉพาะจากจีน เช่น สำแดงราคาสินค้านำเข้าต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งการนำเข้าประเภทนี้สร้างปัญหาให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด วิธีการคือ หลีกเลี่ยงการดำเนินการดังกล่าว และคัดเลือกบริษัทที่จะเป็นหุ้นส่วนการนำเข้า (บริษัทนายหน้า) และเลือกเส้นทางการขนส่ง โดยหลีกเลี่ยงด่านศุลกากรที่มีชื่อเสียงไม่ดีในเรื่องนี้
    - ความขัดแย้งและข้อพิพาทกับทางการรัสเซีย: ส่วนใหญ่จะเกิดจากการนำเข้าไม่ถูกกฎหมาย โดยเฉพาะ การนำเข้าโทรศัพท์ เครื่องหอม ของใช้ในครัวเรือนประเภทผ้า และอิเล็กโทรนิกส์ วิธีการหลีกเลี่ยงคือ หลีกเลี่ยงการนำเข้าลักษณะนี้ และใช้บริการที่ปรึกษาเพื่อประเมินความเสี่ยง
    - ปัญหาการขนส่ง: ระบบการขนส่งที่ด้อยพัฒนา ต้นทุนการขนถ่ายสินค้าสูง ทำให้สินค้าเน่าเสียง่ายมีปัญหา ขาดแคลนบริษัทโลจิสติกส์และขนส่งขนาดใหญ่ที่ให้บริการอย่างมีคุณภาพ และต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น วิธีการหลีกเลี่ยงคือ คัดเลือกบริษัทหุ้นส่วนรัสเซียในด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง ประเมินการขนส่งในรูปแบบ
    - ปัญหาด้านโกดังสินค้า: ขาดแคลนโกดังสินค้าที่มีคุณภาพ ราคาและค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ พฤติกรรมการฉวยโอกาสของเจ้าของโกดังที่ขึ้นค่าเช่าตามอำเภอใจ และสัญญาการเช่าในระยะสั้น (ปกติ 6-12 เดือน) วิธีการหลีกเลี่ยงคือ ซื้อโกดังในเขตที่สำคัญ หลีกเลี่ยงเช่าระยะสั้น และใช้บริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์

    5. SWOT Analysis: โอกาสของบริษัทไทย

    จุดแข็ง: การนำเข้าสินค้าจากรัสเซียมีปริมาณมากอยู่แล้ว และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สินค้าไทยมีชื่อเสียงดีกว่าสินค้าจากจีน
    จุดอ่อน: ประเภทของสินค้าไทยยังไม่หลากหลาย สินค้าไทยไม่เป็นที่รู้จักสำหรับผู้บริโภค และสินค้าอาหารจากไทยมีปัญหาด้านสุขอนามัย
    โอกาส: รายได้และความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น กิจการรัสเซียต้องการสินค้ายานยนต์และอุปกรณ์มากขึ้น เงินรูเบิลที่แข็งค่าขึ้นจูงใจให้นำเข้ามากขึ้น การนำเข้าสูงขึ้นปีละ 25-30% การพัฒนาระบบการขนส่ง โลจิสติกส์ และโกดังสินค้า บริษัทรัสเซียที่เป็นหุ้นส่วนในด้านเหล่านี้มากขึ้น ความสนใจในสินค้าไทยเนื่องจากนักท่องเที่ยวรัสเซียมาไทยมากขึ้น niche สำหรับสินค้าที่มีคุณภาพจากไทยและเอเชียเพิ่มขึ้น
    ภัยคุกคาม: การแข่งขันจากจีนสูงขึ้น โดยสินค้าจากจีนราคาถูก และเส้นทางโลจิสติกส์ส่วนใหญ่เพื่อการขนส่งสินค้าจากจีน ต้นทุนการขนส่ง โลจิสติกส์ โกดังสินค้า และค่าบริการบริษัทนายหน้าสูงขึ้น สินค้าที่นำเข้าในลักษณะไม่ถูกกฎหมายแข่งขันกับสินค้าที่ปฏิบัติถูกกฎหมาย

    การเปิดร้านอาหารไทย

    การเปิดร้านอาหารไทยในกรุงมอสโกและนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
    (Procedure of opening a Thai restaurant in Moscow and St. Petersburg)

    แนวโน้มตลาด

    • ร้านอาหารเป็นตลาดขายปลีกที่เติบโตมากที่สุดสาขาหนึ่ง ในปี 2007 เติบโต 29% แต่การบริโภคยังอยู่ระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศตะวันตก และมีช่องว่างที่จะเติบโตได้อีกมาก จึงเป็นสาขาที่ น่าลงทุน
    • ตลาดร้านอาหารทั้ง 3 ประเภทคือ อาหารจานด่วน อาหารระดับธรรมดา (casual) และอาหารระดับหรู มีอัตราเติบโตอย่างมาก
    • กรุงมอสโกเป็นตลาดสำหรับการรับประทานอาหารนอกบ้านที่ใหญ่ที่สุด มีส่วนแบ่ง 22% ของตลาดทั้งประเทศ มีค่าใช้จ่ายในการรับประทานอาหารนอกบ้านคนละ 400 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2007 ตลาดมีขนาดใหญ่กว่านครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก 2-3 เท่า มอสโกมีร้านอาหารและร้านกาแฟประมาณ 4,200 ร้าน รายได้เฉลี่ยของร้านอาหารเท่ากับ 8.4 แสนดอลลาร์สหรัฐในปี 2006 และคาดว่าจะมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ในปี 2008
    • เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเป็นตลาดที่เติบโตอย่างมีพลวัต และมีอุปสรรคในการเข้าตลาดน้อยกว่ามอสโก ราคาอสังหาริมทรัพย์อยู่ในระดับ 1 ใน 3 ของมอสโก
    • พัฒนาการที่ควรนำมาพิจารณามากที่สุดในการเปิดร้านอาหารไทยในมอสโก คือ(1) ราคาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจจะเพิ่มได้ถึง 40-50% ต่อปี โดยเจ้าของจะสามารถเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในสัญญาและเพิ่มค่าเช่าเป็นรายปี เนื่องจากส่วนใหญ่สัญญามีระยะเวลา 1 ปี นอกจากนี้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากเงินเฟ้อ ทำให้เจ้าของจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจและราคา ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการให้บริการลูกค้า (2) รูปแบบของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง โดยชาวรัสเซียเริ่มนิยมรับประทานนอกบ้านเป็นประจำ และให้ความสำคัญกับปัจจัยที่ไม่ใช่ราคา (non-price factors) มากยิ่งขึ้น ซึ่งได้แก่ คุณภาพอาหาร ชื่อเสียงของร้าน ทำเลที่ตั้ง การตกแต่งภายใน นโยบายการตลาด (3) การก่อสร้างศูนย์การค้าที่มีศูนย์อาหารมากขึ้นเรื่อย ๆ ร้านอาหารและร้านกาแฟจะเป็นส่วนหนึ่งของ retail concept ในลักษณะ “retailtainment” และ (4) ความสนใจใน exotic food โดยอาหารจีนและญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นกลาง
    • อาหาร exotic ที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุดในรัสเซียสำหรับการรับประทานนอกบ้าน คือ อาหารญี่ปุ่น ซึ่งมีอยู่ถึง 500 ร้าน สร้างรายได้ 3.5 แสนล้านดอลลาร์ แต่นักวิจัยบางรายระบุว่าขณะนี้ความนิยมในร้านอาหารญี่ปุ่นได้เริ่มลดลง และผู้บริโภคมีการร้องเรียนเรื่องคุณภาพอาหารญี่ปุ่นในรัสเซียมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เจ้าของธุรกิจ รวมทั้งที่เป็น chain กำลังรุกหนักที่จะเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นในมอสโกและภูมิภาคอื่นมากขึ้น โดยมองว่าอาหารญี่ปุ่นยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมากในตลาดรัสเซีย
    • ชาวรัสเซียค่อนข้างจะยืดหยุ่นในเรื่องประเภทและรสชาติของอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งดีสำหรับผู้เข้ามาในตลาดรายใหม่ที่จะเสนอสิ่งใหม่และน่าสนใจให้ชาวรัสเซีย

    โอกาสและความเสี่ยง

    โอกาสของบริษัทของไทยในการเปิดร้านอาหารในรัสเซียคือ (1) รายได้ผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น การเติบโตของตลาดทุกสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร้านอาหารระดับธรรมดา และอาหารจานด่วน (2) ความสนใจในประเทศไทยและอาหารไทย ซึ่งเป็นผลมาจากความนิยมท่องเที่ยวไทย (3) ตลาด niche สำหรับอาหาร exotic คุณภาพสูงและดั้งเดิมจากประเทศตะวันออกไกล และ (4) การขาดแคลนการให้บริการที่มีความรวดเร็ว
    ความเสี่ยงและภัยคุกคามสำหรับร้านอาหารไทยในมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กคือ (1) ราคาอสังหาริมทรัพย์ และต้นทุนอื่น ๆ (เช่นบุคลากร และเครื่องปรุงอาหาร) ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ (2) ชื่อเสียงร้านอาหารญี่ปุ่นที่แย่ลง (3) การแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ (4) การขาดแคลนเครื่องปรุงและผลิตภัณฑ์อาหารที่เป็นของดั้งเดิม และ (5) กฎระเบียบที่เข้มงวดของหน่วยงานของรัฐ

    ขั้นตอนการเปิดร้านอาหารไทยในมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

    การจัดตั้งธุรกิจในรัสเซียเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างระหว่างกฎระเบียบที่เป็นทางการ กับหลักปฏิบัติอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งในรายงานนี้จะระบุกฎระเบียบที่เป็นทางการ โดยรายงานฯ แนะนำให้บริษัทที่จะทำธุรกิจในรัสเซียใช้บริการที่ปรึกษาด้านกฎหมาย การเงินและอุตสาหกรรม
    ขั้นตอนการเปิดร้านอาหารในรัสเซียได้แก่ (1) จัดทำแผนธุรกิจของร้านอาหาร (2) จัดตั้งวิสาหกิจ (3) ยื่นขอรับใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (4) หาสถานที่ และลงนามสัญญาเช่า (5) ว่าจ้างผู้บริหารและบุคลากรด้านบริการ (6) โลจิสติกส์และการจัดหาเครื่องปรุง วัสดุและอุปกรณ์การผลิตอื่น ๆ (7) พิธีเปิดร้านอาหาร การตลาดและประชาสัมพันธ์

    (รายงานฯ ระบุขั้นตอนข้างต้นโดยละเอียด)

    การประมาณรายรับ รายจ่าย กำไร ขาดทุน และการลงทุนเบื้องต้น
    รายงานฯ ได้คำนวณรายรับ ต้นทุน และกำไรสำหรับการจัดตั้งร้านอาหารระดับกลางในกรุงมอสโก ซึ่งเป็นการประมาณการคร่าว ๆ
    ร้านอาหารระดับกลางที่มีรายรับระหว่าง 500,000 – 800,000 ดอลลาร์/ปี จะต้องใช้เงินลงทุนเบื้องต้นระหว่าง 700,000 – 1,100,000 ดอลลาร์สหรัฐ หากเป็นการเช่าสถานที่

    โครงสร้างของกิจการ

    เจ้าของกิจการรายใหญ่ในตลาดนี้จะยื่นขอเปิดบริษัทในลักษณะ (1) บริษัทถือหุ้นในกิจการ (holding company) ในประเทศไซปรัส หรือประเทศอื่น ๆ (offshore) (2) บริษัท offshore ที่มีวัตถุประสงค์พิเศษสำหรับบริษัทที่เป็นเจ้าของตราสินค้า/franchise/สินทรัพย์ และ (3) บริษัทจำกัดที่เป็นนิติบุคคลดำเนินธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งโครงสร้างเหล่านี้ถือว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับการเสียภาษีและช่วยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสิทธิการเป็นเจ้าของ

    ราคาอสังหาริมทรัพย์

    ราคาอสังหาริมทรัพย์ในมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กสูงมากและมีอัตราเติบโตปีละมากกว่า 30% (ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นภัยคุกคามหลักต่อการดำเนินธุรกิจร้านอาหาร เนื่องจากค่าเช่าที่สูงขึ้นในลักษณะควบคุมไม่ได้เป็นผลเสียอย่างมากต่อกำไร
    การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของราคาอสังหาริมทรัพย์คือ บริษัทควรจะพิจารณาความเป็นไปได้ในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือเช่าพื้นที่ในศูนย์การค้า ซึ่งค่าเช่าและเงื่อนไขดีกว่าและสมเหตุสมผลกว่าร้านที่ตั้งอยู่เดี่ยว ๆ ในใจกลางมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

    ลักษณะสำคัญสำหรับการเปิดร้านอาหาร

    - การหาบุคลากรที่มีคุณภาพสำหรับร้านอาหารในมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเป็นเรื่อง ท้าทายอีกประการหนึ่ง ระดับการว่างงานในมอสโกเกือบเท่ากับศูนย์ และอัตราค่าจ้างเติบโตประมาณ 20-30% ต่อปี (ในรูปเงินดอลลาร์)
    - บริษัทควรพิจารณาร้านอาหารทั้ง 3 ประเภทคือ อาหารจานด่วน อาหารระดับธรรมดา และอาหารระดับหรู เนื่องจากแต่ละประเภทมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
    - รายงานฯ มีความเห็นว่าร้านอาหารบริการด่วนเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่สุด เนื่องจากเติบโตเร็วที่สุดและยังอิ่มตัวน้อยที่สุด อาหารระดับธรรมดามีทางเลือกหลากหลาย อาทิ ด้านทำเลที่ตั้ง ขนาด และประเภทของอาหาร อาหารชั้นดี (ระดับบนสำหรับอาหารระดับธรรมดา) มีโอกาสที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน
    - กิจการร้านอาหารที่ตั้งใหม่ควรจะมีแผนส่งเสริมการตลาดอย่างดี ในปีแรก ร้านอาหารระดับธรรมดาอาจจะต้องใช้งบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์และกิจกรรมส่งเสริมการตลาดประมาณ 1 – 1.5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน
    - ร้านอาหารระดับธรรมดาในมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กอาจจะมีกำไรต่ำมาก โดยเฉพาะในปีแรก ซึ่งการเปิดสาขาเพิ่มขึ้นจะช่วยให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (economy of scale)

    Franchising

    ระบบแฟรนไชส์ในธุรกิจร้านอาหารกำลังเติบโต โดยเฉพาะร้านอาหารที่เป็นเครือข่าย นอกจากนี้ ร้านอาหารหลายแห่งใช้การจ่ายเงินสำหรับแฟรนไชส์เป็นเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อโอนกำไรไปต่างประเทศ

    ประโยชน์ของแฟรนไชส์ คือมีรายได้มากขึ้น ลดความเสี่ยง แบ่งต้นทุนกับเจ้าของ Franchise และโอกาสในการขายอาหารและเทคโนโลยีไปยังภูมิภาคอื่นในรัสเซีย

    ผลเสียและความเสี่ยง คือ ระบบแฟรนไชส์จะได้ผลดีสำหรับเครือข่ายร้านอาหารขนาดใหญ่ ในขณะที่ร้านอาหารไทยยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในตลาด จึงจำเป็นต้องตั้งร้านอาหารให้เป็นที่รู้จักก่อน ระบบแฟรนไชส์ได้ผลดีสำหรับอาหารราคาถูกและปานกลาง และร้านอาหารที่มี simple concept (เรื่องอาหารและการตกแต่งร้าน) การเป็นแฟรนไชส์มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายสูง หากคุณภาพของการเป็นแฟรนไชส์ไม่ดี จะทำให้ตราสินค้าเสียชื่อเสียง

    การเป็นหุ้นส่วนกับธุรกิจของรัสเซีย

    ตลาดของร้านอาหารในมอสโกมีการกระจุกตัวของตลาด (market concentration) ต่ำมาก โดย Rosinter ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำมี่ส่วนแบ่งตลาดน้อยกว่า 17%
    หุ้นส่วนรัสเซียที่เหมาะสมที่สุดน่าจะเป็นธุรกิจขนาดกลางที่มีร้านอาหารระดับกลางส่วนหนึ่งอยู่แล้วในมอสโกหรือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
    บริษัทของไทยควรจะพิจารณาหุ้นส่วนที่มีคุณสมบัติดังนี้ : มีประวัติยาวนานและดี มีโครงสร้างกิจการและกฎหมายที่ดี มีชื่อเสียงดีในสายตาสื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญ เว็บไซต์ของบริษัทมีรายละเอียดของผู้จัดการและเจ้าของ
    การจัดทำความตกลงกับหุ้นส่วนรัสเซีย อาจแบ่งได้เป็น 3 แบบ (1) ความตกลงแฟรนไชส์ (2) บริษัทไทยเป็นเจ้าของส่วนใหญ่ (3) หุ้นส่วนรัสเซียเป็นเจ้าของส่วนใหญ่ รายงานฯ แนะนำให้ใช้บริการของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายและการควบและซื้อกิจการ (M&A) เมื่อทำความตกลงกับหุ้นส่วนรัสเซีย

    รายละเอียดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเปิดและดำเนินธุรกิจร้านอาหาร

    รายงานฯ ระบุรายละเอียดหน่วยงานต่อไปนี้
    - ด้านการจดทะเบียน
    - ด้านการขออนุญาตและควบคุม
    - บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจร้านอาหาร
    - บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์
    - บริษัทที่ปรึกษากฎหมาย
    - หน่วยงานรับสมัครบุคลากรที่ชำนาญด้านธุรกิจร้านอาหาร

    การทำงานในรัสเซีย

    ก่อนจะทำงานในรัสเซียต้องผ่านขั้นตอนหลักๆ 3 ขั้น ดังนี้

    1. ขออนุญาตทำงานกับทางการรัสเซีย
    2. ขอวีซ่าประเภททำงาน
    3. เซ็นสัญญาทำงาน

    ขั้นที่ 1 ขออนุญาต

    1. บริษัททำเรื่องขอจ้างงานบุคคลต่างด้าว แก่ศูนย์การจ้างงานรัสเซีย (????? ?????????) ในอำเภอหรือท้องที่ที่บริษัทผู้จ้างนั้นตั้งอยู่ โดยระบุสาเหตุที่จำเป็นต้องจ้างบุคคลต่างชาติ ตำแหน่ง รายละเอียดและเงื่อนไขการจ้างงาน เงินเดือน ซึ่งมีแบบฟอร์มให้ผู้จ้างนั้นกรอกอยู่แล้ว
    2. ส่งเรื่องต่อไปยังหน่วยบริหารท้องที่นั้นที่บริษัทตั้งอยู่ เพื่อขอคำพิจารณาการรับบุคคลต่างด้าวมาทำงานในท้องที่ดังกล่าว
    3. หน่วยบริหารท้องที่นั้นส่งเรื่องต่อไปที่กรมจัดหางาน ??????????? ??????????? ??????????????? ?????? ????????? ????????? (Department of Federal State service for population profession) เพื่อสรุปผลเป็นขั้นสุดท้าย อ้างอิงตามความเห็นของ ศูนย์การจ้างงานรัสเซีย (ข้อ 1.) และหน่วยบริหารท้องที่ (ข้อ 2.) ว่าเห็นสมควรอนุญาตบุคคลต่างด้าวนั้นมาทำงานหรือไม่ เพื่อคงสมดุลยภาพระหว่างแรงงานท้องถิ่นและแรงงานต่างด้าวทั่วทั้งประเทศรัสเซีย เมื่ออนุมัติแล้ว (ภายใน 3 วัน) หน่วยงานดังกล่าวจะส่งคำอนุมัติแก่บริษัทผู้จ้าง
    4. บริษัทส่งเรื่องพร้อมคำอนุมัติการจ้างงานบุคคลต่างด้าวจากกรมจัดหางาน ไปยังกองตรวจคนเข้าเมือง??????????? ???????????? ?????? (Federal Migration Services) หรือ ??? (FMS) หน่วยงานดังกล่าวจะออกเอกสาร 2 ฉบับ คือ
      1. ใบอนุญาตจ้างงานแก่ผู้จ้าง เพื่ออนุญาตบุคคลต่างด้าวเข้ามาทำงานในรัสเซีย
      2. ใบอนุญาตแก่ผู้รับจ้าง เป็นบัตรพลาสติก มีตราของ ??? (FMS) ออกให้ 1 คน ต่อบัตร 1 ใบ บัตรนี้มีอายุ 1 ปีเท่านั้น บัตรใช้เพื่ออ้างอิง 1) การทำ Registration หรือการลงทะเบียนถิ่นพำนักชั่วคราวในท้องที่อาศัยของผู้รับจ้าง และ 2) การขอวีซ่าของผู้รับจ้างเพื่อเข้าประเทศรัสเซียด้วย ในวีซ่าจะระบุชื่อบริษัทผู้จ้างที่ตรงกับในบัตรพลาสติกนี้
    5. กองอนุญาตเข้าเมืองกระทรวงมหาดไทย (?????????? ?? ????? ???????? ???? ?. ??????) จะรับข้อมูลจากกองตรวจคนเข้าเมืองนี้ เพื่อทำใบเชิญในการขอวีซ่าเข้ารัสเซีย เป็นกระดาษสีเหลือง ระบุวันเดือนปีที่จะเดินทางเข้ารัสเซีย ชื่อบริษัทผู้จ้าง เลขหนังสือเดินทางผู้รับจ้าง ชื่อผู้รับจ้างเป็นภาษาอังกฤษและภาษารัสเซีย จุดผ่านเข้าเมือง (เช่น กรุงเทพฯ – มอสโก หรือ กรุงเทพฯ – เซนต์ปีเตอร์-สเบิร์ก) วันหมดอายุใบเชิญ และอื่นๆ

    กฎหมายน่ารู้...

    ....คำอนุญาต คือ การอนุญาต และมอบสิทธิแก่บริษัทผู้จ้างเพื่อจัดหาบุคคลต่างด้าว
    มาทำงานตามตำแหน่งในบริษัทนั้น เมื่อขอคำอนุญาตจากทางการแล้ว บริษัทมีสิทธิและหน้าที่.....

    1. ต่ออายุคำอนุญาต ปีต่อปี ตามกฎหมาย
    2. กำหนดจำนวนบุคคลต่างด้าวที่ทำงานภายในบริษัทได้เอง
      ภายใน 1 ปีที่ได้รับอนุญาตจัดจ้างนั้น
    3. ต้องทราบสถานะทางกฎหมายของผู้รับจ้าง รวมทั้งสัญชาติ
      ตำแหน่งงานชัดเจนที่จะบรรจุ ก่อนการขออนุญาตจากทางการรัฐ
    4. สามารถจ้าง หรือไม่จ้างบุคคลที่ขออนุญาตและได้รับอนุญาตให้ทำงานได้
      แต่ไม่สามารถจ้างบุคคลที่ไม่ได้ขออนุญาตให้ทำงานก่อนหน้านี้ได้

    บัตรพลาสติกประจำตัวผู้รับจ้างแต่ละคน อ้างอิงตามคำขอและคำพิจารณาอนุญาตของรัฐแก่บริษัทผุ้จ้างนั้น
    บัตรพลาสติกนี้ นอกจากเป็นเครื่องยืนยันสิทธิการประกอบอาชีพถูกต้องแล้ว ยังแสดงสิทธิการพำนักอาศัยชั่วคราวในรัสเซียด้วย

     
    เอกสารที่ใช้ในการยื่นขอคำอนุญาตเชิญบุคคลต่างด้าวเข้ามาทำงาน
    • สำเนาการจดทะเบียนบริษัท รับรองโดย Notary Public 2 ชุด
    • สำเนาการเสียภาษีนิติบุคคลประจำปี รับรองโดย Notary Public 2 ชุด
    • สำเนาใบประกอบกิจการธุรกิจ รับรองโดย Notary Public 2 ชุด
    • สำเนาใบอนุญาตจ้างบุคคลที่ 3 เพื่อประกอบอาชีพ จากกองรับรองการจดทะเบียนของรัฐ 1 ชุด
    • สำเนารายได้สุทธิประจำปีของบริษัท (มากกว่า 6 เดือน) เซ็นโดยเจ้าของบริษัท และเจ้าหน้าที่การคลัง และประทับตราของบริษัทนั้น 1 ชุด
    • โครงสร้างตำแหน่งงานของบริษัท 1 ชุด
    • สำเนาสัญญาจ้างงานกับผู้รับจ้าง 1 ชุด
    • สำเนาหน้าหนังสือเดินทางของผู้รับจ้าง 1 ชุด
    • ใบรับรองแพทย์ ตรวจผ่านโรค เอดส์ วัณโรค ซิฟิลิส ไทกอ ฯลฯ

    ขั้นที่ 2 ขอวีซ่า

    สังเกต...
    ...ประเภทวีซ่าทำงานของคุณให้ดีว่าถูกต้องตามจุดประสงค์การเดินทาง ของตนเอง วีซ่าของผู้รับจ้างต้องเป็นประเภท «???????» หรือ “Working Visa” เท่านั้น คนส่วนใหญ่มักสับสนกับ «??????? ????» หรือ “Business Visa”

    เมื่อจะทำงานในรัสเซีย ก็ต้องมี “วีซ่าเพื่อการทำงาน” เท่านั้น
    ตามกฎหมายของรัสเซีย จะสามารถขอรับวีซ่าและเดินทางมาทำงานในรัสเซียได้ ก็ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตทำงาน คือ “บัตรพลาสติกประจำตัวผู้รับจ้าง” ซึ่งก็คือ “Work-Permit” การขอใบอนุญาตดังกล่าว ผู้จ้างของคุณ (ไม่ว่าจะเป็นบริษัทรัสเซียหรือบริษัทต่างชาติที่จดทะเบียนถูกต้องรัสเซีย) เป็นผู้เตรียมเอกสารและดำเนินการกับหน่วยงานรัฐของรัสเซียเอง เมื่อได้รับใบอนุญาตมาทำงานแล้ว คุณจึงจะเดินทางมาทำงานได้

    เอกสารสำคัญเพื่อขอวีซ่าทำงาน...

    1. หนังสือเดินทาง มีอายุใช้งานไม่ต่ำกว่า 1 ปี 6 เดือน
    2. บัตรพลาสติกประจำตัวผู้รับจ้าง หรือ Work-Permit ออกโดย ??????????? ???????????? ?????? (Federal Migration Services) หรือ ??? (FMS)
    3. หนังสือเชิญ ออกโดยกระทรวงมหาดไทย
    4. ใบรับรองการตรวจเอดส์และโรคอื่นๆ เฉพาะในกรณีที่เอกสารหนังสือเชิญ (ข้อ 3.) มีอายุเกินกว่า 3 เดือน ณ วันที่ยื่นเอกสารขอวีซ่านั้น

    เอกสารในข้อ 2., ข้อ 3. ผู้จ้างเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินเอกสารทั้งหมดเพื่อขออนุญาตให้คุณมาทำงานอย่างถูกต้องในรัสเซีย ผู้รับจ้างไม่สามารถดำเนินการด้วยตนเองได้

    วีซ่าที่สามารถออกให้เพื่อเข้ามาทำงานนั้น เป็นประเภท Working Visa มีอายุไม่เกิน 1 ปี ส่วนใหญ่ออกให้ 3 เดือน เพื่อเข้ามาต่ออายุเป็นปีต่อปีในประเทศรัสเซีย ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสถานทูตรัสเซีย

    การต่อวีซ่า เมื่อเข้ามาทำงานในรัสเซียโดยวีซ่าเพื่อการทำงานนั้นแล้ว สามารถต่อวีซ่าได้ปีต่อปี โดยไม่ต้องออกนอกประเทศ บริษัทผู้จ้างนั้นเป็นผู้ดำเนินการ

    เมื่อเดินทางมาแล้ว ผู้รับจ้างแค่มอบหนังสือเดินทางและเอกสารการเข้าเมืองอื่นๆ (บัตร Migration Card และใบ Registration ลงทะเบียนพำนักในรัสเซีย) เพื่อให้ผู้จ้างดำเนินการรีจิสเตอร์ตามกฎหมาย ผู้รับจ้างดำเนินการเองมิได้

    ขั้นที่ 3 สัญญาจ้างงาน

    กฎหมายน่ารู้...

    ...ตามกฎหมายของรัสเซีย “ประมวลกฎหมายแรงงานสหพันธรัฐรัสเซีย ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2001 เลขที่ 197 ของกฎหมายสหพันธรัฐรัสเซีย” (???????? ?????? ?? ?? 30.12.2001 N 197-?? และฉบับแก้ไข ลงวันที่ 30.06.2006) ประกอบด้วย 14 ส่วน 61 บท 424 มาตรา ผู้รับจ้างทุกคนต้องทำสัญญากับบริษัท
    สัญญาการจ้างงาน
    คือ การตกลงหรือเห็นพ้องระหว่างทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ผู้จ้าง และผู้รับจ้าง ผู้จ้างมีหน้าที่มอบหมายงานและจ่ายค่าตอบแทนการทำงานแก่ผู้รับจ้างตามที่ตกลงเงื่อนไขในสัญญา ส่วนผู้รับจ้างมีหน้าที่ปฏิบัติงานตามระเบียบและขั้นตอนในองค์กร หรือตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายจากผู้จ้าง

    สัญญาที่ดี (ส่วนที่ 3 บทที่ 10 มาตราที่ 57 / ????? 3, ????? 10, ?????? 57, ?? ??) ควรมีรายละเอียด ดังนี้

    • ชื่อ นามสกุลจริงของผู้รับจ้างและผู้จ้าง
    • เอกสารหลักฐานประกอบ แสดงความเป็นตัวตนของผู้รับจ้างและผู้จ้างนั้นๆ เช่น พาสปอร์ตสำหรับใช้ในประเทศสำหรับผู้จ้างชาวรัสเซีย หรือบัตรประชาชนสำหรับผู้รับจ้างชาวไทย รวมทั้งเอกสารอื่นๆ ซึ่งสามารถยืนยันได้ว่า ผู้จ้างนั้นเป็นบุคคลที่ประกอบธุรกิจโดยชอบตามกฎหมาย และมีสิทธิจ้างบุคคลต่างชาติเข้ามาทำงาน)
    • สถานที่ทำงานรับจ้าง
    • วัน เวลาที่ลงนามในสัญญา
    • วันที่สัญญาเริ่มมีผลบังคับใช้และยุติ
    • ตำแหน่งหน้าที่ของผู้รับจ้างให้ปฏิบัติงาน ซึ่งระบุในกฎหมายว่าบุคคลต่างด้าวนั้นสามารถทำได้ พร้อมสิทธิและข้อจำกัดต่างๆ ตามหน้าที่นั้น
    • สิทธิที่พึงได้ และ ข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติ สำหรับผู้จ้าง
    • สิทธิที่พึงได้ และ ข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติ สำหรับผู้รับจ้าง
    • เงื่อนไขการปฏิบัติงาน และค่าชดเชยตามลักษณะงานนั้น
    • เงื่อนไขชั่วโมงทำงาน วันทำงาน และวันหยุดประจำสัปดาห์
    • เงื่อนไขการจ่ายค่าตอบแทนการปฏิบัติงาน ตามตำแหน่งงาน บำเหน็จรางวัล โบนัสประจำเดือนหรือปี และข้อเสนอรางวัลต่างๆ
    • ประกันสังคม ตามลักษณะงานนั้น
    • เงื่อนไขอื่นๆ เช่น ช่วงเวลาการทดลองงาน สัญญาการไม่แพร่งพรายความลับ เงื่อนไขการปฏิบัติงานหลังจากการฝึกสอนงาน (อาจมี หรือไม่มีก็ได้) ฯลฯ ทั้งนี้ เงื่อนไขนั้นๆจะต้องไม่เป็นการลด กีดกัน จำกัดสิทธิต่างๆที่ผู้รับจ้างมีสิทธิได้ตามสัญญานั้นๆ

    แนะนำ...

    ....ให้เก็บสัญญาจ้างงานไว้กับตน นอกจากทำให้รู้สิทธิและหน้าที่ที่พึงได้จากงานแล้ว ยังป้องกันการถูกคดโกงหรือเอารัดเอาเปรียบจากผู้จ้างด้วย ยิ่งไปกว่านั้น หากเกิดการฟ้องร้อง สำเนาสัญญาที่ถูกต้องใช้เป็นหลักฐานเอาผิดได้ตามกฎหมาย
    สัญญาต้องมีลักษณะ (ส่วนที่ 3 บทที่ 11 มาตราที่ 67 / ????? 3, ????? 11, ?????? 67, ?? ??)

    1) จัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร
    2) จัดทำเป็น 2 ฉบับ รายละเอียดทุกส่วนครบถ้วนทั้งสองฉบับเหมือนๆ กัน ลงนามรับรองข้อตกลงในสัญญาโดยทั้งฝ่าย นายจ้างและผู้รับจ้าง ฉบับหนึ่งต้องให้แก่ผู้รับจ้าง อีกฉบับหนึ่งเก็บไว้โดยนายจ้างเอง

    เมื่อเกิดการตกลงว่าจ้างงาน หากผู้รับจ้างตกลงทำงาน โดยไม่มีสัญญาลงนามไว้ก่อนนั้น การว่าจ้างงานนั้นก็ยังมีผล และผู้รับจ้างต้องทำงานตามนั้น และตามกฎหมาย ฝ่ายผู้จ้างเองจะต้องทำสัญญาที่ถูกต้องเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ผู้รับจ้างภายในระยะเวลา 3 วัน นับจากวันที่ผู้รับจ้างเข้าทำงานจริง

    หากนายจ้างไม่ยอมทำสัญญาจ้างงานที่ถูกต้อง ผู้รับจ้างมีสิทธิยื่นฟ้องขอความเป็นธรรมได้กับหน่วยงานตรวจสอบแรงงานรัฐหรือศาลได้

    การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในสัญญาจ้างงาน

    ผู้จ้างจะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้รับจ้างรับทราบรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงจากสัญญาจ้างงานเดิม ภายในระยะเวลา 2 เดือน ก่อนการเปลี่ยนแปลงจะเริ่มมีผล (ส่วนที่ 3 บทที่ 12 มาตราที่ 73 / ????? 3, ????? 12, ?????? 73, ?? ??)
    การปรับลด/เพิ่มค่าตอบแทนหรือเงินเดือน ก็ถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดสัญญาจ้างงาน เมื่อจะปรับหรือลด ควรทำสัญญาใหม่ พร้อมระบุอัตราใหม่ โดยยินยอมกันทั้งสองฝ่ายและลงนามรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนทั้งผู้จ้างและผู้รับจ้าง (มาตราที่ 72 ของกฎหมายแรงงานรัสเซีย / ?????? 72, ?? ??)

    กฎหมายน่ารู้...

    ......สัญญาจ้างงานในรัสเซียมี 2 แบบ (ส่วนที่ 3 บทที่ 10 มาตราที่ 58 / ????? 3, ????? 10, ?????? 58, ?? ??) คือ
    • สัญญาปกติ ระยะเวลาบังคับใช้ตามแต่จะตกลงระบุระหว่างทั้งสองฝ่าย สามารถที่จะไม่ระบุระยะเวลาได้ และหากไม่ระบุระยะเวลาบังคับใช้สัญญาจ้างงาน แสดงว่า สัญญานั้นจะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายจนกว่าทั้งสองฝ่ายจะตกลงยกเลิกสัญญา
    • สัญญาจ้างงานชั่วคราว มีผลบังคับใช้ไม่เกิน 5 ปี แต่ต้องระบุลักษณะงาน และเงื่อนไขการทำงานชัดเจน สัญญาจ้างงานจะมีผลบังคับใช้ ในทันที่ที่คุณลงนามรับรองในสัญญาจ้างงานนั้น หรือในวันที่ระบุในสัญญา หรือในวันทำงานถัดไปตามปฏิทินหลังจากวันที่ลงนามในสัญญา (ส่วนที่ 3 บทที่ 10 มาตราที่ 61 / ????? 3, ????? 10, ?????? 61, ?? ??)
    กรณีที่ทั้งสองฝ่าย้องการยกเลิกสัญญา

    การยุบ แยก รวม เปลี่ยนชื่อบริษัท ฯลฯ มักนำไปสู่การปลด และการยุติสัญญาระหว่างผู้จ้างและผู้รับจ้าง ในกรณีนี้ ทั้งสองฝ่าย คือ ผู้จ้างและผู้รับจ้างต้องยินยอมต่อกันและกันแล้วเท่านั้น ตามหลักแล้ว ในกรณีที่ยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด ตามปกติ ผู้จ้างมักเสนอค่าตอบแทนส่วนหนึ่งตามแต่ตกลงกันได้ทั้งสองฝ่าย เพื่อแลกกับการยุติสัญญาอันเป็นผลพวงจากการยุบ รวมบริษัทนั้นๆ เป็นต้น

    การขยายบริษัท – รวมบริษัท – รวมหุ้น – แยกบริษัท – เปลี่ยนชื่อบริษัท และการเปลี่ยนแปลงใดๆอันมีผลให้เงื่อนไขในสัญญาเปลี่ยนไป ถือว่าเข้าข่ายที่สามรรถยกเลิกสัญญาเดิมได้ หากผู้รับจ้างไม่ประสงค์จะทำงานต่อกับบริษัทเดิม สัญญาเก่าถือเป็นอันยกเลิกได้ และไม่มีผลบังคับใช้อีกต่อไป (มาตราที่ 77 ของบทที่ 6 ของกฎหมายแรงงานรัสเซีย / ????? 6, ?????? 77, ?? ??)


    โดยสรุปแล้ว ก่อนตกลงใจจะทำงาน ควรศึกษารายละเอียดของสัญญาให้เข้าใจครบถ้วน และเมื่อพอใจแล้วจึงเซ็นสัญญา เมื่อเซ็นแล้ว ผู้รับจ้างจะต้องตระหนักว่า ทุกสิ่งที่ระบุในสัญญา ล้วนเป็นพันธะทางกฎหมาย ทั้ง สิทธิ ที่พึงได้ตามกฎหมาย และ ข้อบังคับ ที่พึงปฏิบัติอย่างครบถ้วนของทั้งสองฝ่าย การละเมิดกรณีใดๆก็ตามที่ผิดไปจากในสัญญาโดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ถือเป็นการกระทำผิดทางกฎหมายได้ และสามารถนำไปสู่บทลงโทษตามกฎหมายทั้งสิ้น

    การจ่ายค่าแรงในรัสเซีย

    การจ่ายเงินค่าแรงในรัสเซีย ตามกฎหมาย ผู้จ้างจ่ายไม่ต่ำกว่าทุกครึ่งเดือน โดยจ่าย ณ วันที่ตกลงไว้ในสัญญาจ้างงาน กรณีที่จ่ายเป็นรายเดือนไม่ถือว่าผิด แต่ให้ระบุในสัญญาและลงนามตามเห็นชอบทั้งฝ่ายผู้จ้างและผู้รับจ้าง (มาตราที่ 136 บทที่ 6 / ????? 6, ?????? 136, ?? ??)
    ผู้จ้างไม่มีสิทธิใดๆ ทั้งสิ้นที่จะไม่จ่ายเงินหรือจ่ายเงินล่าช้าแก่คุณ และไม่มีสิทธิอ้างปัญหาการดำเนินเอกสารของผู้รับจ้างไม่ครบ เพื่อจ่ายค่าแรงล่าช้าหรือไม่จ่ายค่าแรง กรณีนี้ ผู้รับจ้างสามารถฟ้องร้องได้

    กรณีที่ผู้จ้างจ่ายเงินล่าช้ากว่า 15 วันขึ้นไป นับจากวันที่ควรได้รับ ผู้รับจ้างสามารถหยุดทำงาน หลังจากที่แจ้งเตือนผู้จ้างเรื่องการค้างจ่ายค่าแรงเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว (กฎหมายมาตราที่ 142 บทที่ 2 / ????? 2, ?????? 236, ?? ??) แต่ต้องกลับมาทำงานตามปกติในทันทีเมื่อผู้จ้างจ่ายเงินแล้ว หรือหลังจากวันที่ได้รับคำมั่นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้จ้างว่าจะจ่ายค่าตอบแทนแน่นอน

    การค้างจ่ายค่าแรง คือ การที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนจากผลการทำงาน ตามสิทธิที่ควรได้ ทั้งเต็มมูลค่า หรือกึ่งหนึ่งของมูลค่าที่พึงได้ (มาตราที่ 145.1 / ?????? 145.1, ?? ??) การค้างจ่ายค่าแรงเกิดขึ้นเมื่อไม่ได้รับค่าตอบแทนเป็นระยะเวลามากกว่า 2 เดือนขึ้นไปนับแต่วันที่พึงได้รับนั้น

    การยุติสัญญา

    ปัญหาที่มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งในรัสเซีย คือ การขอยุติสัญญาก่อนกำหนด เนื่องจากไม่พอใจเงื่อนไขสัญญา หรืออยากให้ผู้จ้างแก้ไขสัญญาเป็นอย่างที่ต้องการ ซึ่งเมื่อผู้จ้างและผู้รับจ้างตกลงกันไม่ได้ ก็มักจบลงด้วยการยุติสัญญา
    ในประเทศรัสเซีย สัญญาจ้างงานสามารถยุติและยกเลิกได้ (ประมวลกฎหมายแรงงาน บทที่ 13 มาตราที่ 77 / ????? 13, ?????? 77, ?? ??) ตามเหตุผล ดังนี้

    1. เห็นชอบกันทั้งผู้จ้างและผู้รับจ้าง (มาตราที่ 78 / ????? 13, ?????? 78, ?? ??)
    2. สัญญาหมดอายุตามที่ระบุไว้ (ข้อที่ 2 มาตราที่ 58 / ????? 2, ?????? 58, ?? ??)
    3. การขอยุติสัญญาโดยการลาออก ตามความประสงค์ของผู้รับจ้าง (มาตราที่ 80 / ?????? 80, ?? ??)
    4. การขอยุติสัญญาโดยการไล่ออก ตามความประสงค์ของผู้จ้าง (มาตราที่ 81 / ?????? 81, ?? ??)
    5. การเปลี่ยนแปลงลักษณะงาน ตำแหน่ง หรือหน้าที่ตามความประสงค์ของผู้รับจ้าง หรือตามความสมัครใจของผู้รับจ้าง
    6. การปฏิเสธที่จะทำงานต่อของผู้รับจ้าง จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริหารงานในบริษัท (มาตราที่ 75 / ?????? 75, ?? ??)
    7. การปฏิเสธที่จะทำงานต่อของผู้รับจ้าง จากการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดและ/หรือเงื่อนไขในสัญญาจ้างงานเดิม (มาตราที่ 73 / ?????? 73, ?? ??)
    8. การปฏิเสธที่จะทำงานต่อของผู้รับจ้าง เพราะถูกสั่งย้ายงานตามสาเหตุทางสุขภาพของผู้รับจ้าง บนพื้นฐานของคำวินิจฉัยโรคแพทย์ (มาตราที่ 72 / ?????? 72, ?? ??)
    9. การปฏิเสธที่จะทำงานต่อของผู้รับจ้าง เนื่องจากการย้ายสถานที่ทำงานของผู้จ้าง (มาตราที่ 72 / ?????? 72, ?? ??)
    10. สถานการณ์สังคมและการเมือง ซึ่งอยู่นอกเหนือจากความประสงค์ของทั้งผู้จ้างและผู้รับจ้าง (มาตราที่ 83 / ?????? 83, ?? ??)
    11. การละเมิดกฎหมายแรงงานหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับสภาพการทำงาน อันเป็นผลให้ไม่สามารถปฏิบัติงานตามสัญญาต่อได้ (มาตราที่ 84 / ?????? 84, ?? ??)

    กรณีการยกเลิกกิจการของบริษัท ผู้รับจ้างจะต้องได้รับเงินชดใช้ค่าเสียหายตามกฎหมาย เป็นจำนวนเงินเทียบเท่าเงินเดือนเฉลี่ยต่อ 1 เดือน และจ่ายชดเชยแก่ผู้รับจ้าง เป็นระยะเวลารวมไม่เกิน 2 เดือน ในช่วงระหว่างที่ผู้รับจ้างนั้นหางานใหม่อยู่ นับจากวันที่ถูกยุติสัญญาด้วยเหตุผลดังกล่าว

    การลาออก

    สิทธิขอลาออกจากบริษัทเป็นของผู้รับจ้าง สัญญาจ้างงานยกเลิกและยุติได้เมื่อผู้รับจ้างแจ้งให้ผู้จ้างรับทราบก่อนล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ล่วงหน้า หรือตามระยะเวลาที่อาจระบุในเงื่อนไขพิเศษในสัญญาที่ทำกับบริษัท ระยะเวลาสองสัปดาห์ดังกล่าวนั้น หากผู้จ้างอนุญาต ผู้รับจ้างก็มีสิทธิไม่ต้องทำงานต่อจนครบวันที่ขอลาออกได้ (ประมวลกฎหมายแรงงานรัสเซียมาตราที่ 80 / ?????? 80, ?? ??)

    นอกจากนี้ ถ้าผู้รับจ้างไม่สามารถปฏิบัติงานในช่วงเวลาที่เหลือได้ เพราะเหตุผลทางสุขภาพ เป็นต้น จะต้องแสดงหลักฐานได้จริงว่าไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ

    การไล่ออก

    ผู้รับจ้างพึงระลึกไว้เสมอว่า กฎหมายของรัสเซียก็เปิดโอกาสให้ผู้จ้างไล่พนักงานของตนออกจากงานได้ ตามเหตุผลต่างๆ (ประมวลกฎหมายแรงงานมาตราที่ 81 / ?????? 81, ?? ??) ดังนี้

    1. ยกเลิกกิจการโดยบริษัท หรือการเลิกกิจการโดยบุคคลธรรมดา
    2. การลดจำนวนพนักงานในบริษัท
    3. หมดสมรรถภาพการทำงาน ตามความเห็นของแพทย์ หรือไม่สามารถดำเนินงานได้ตามที่ระบุในสัญญา โดยมีสาเหตุจากคุณสมบัติของตัวผู้รับจ้างเอง และมีใบรับรองว่าเป็นจริง (เช่น เป็นโรคเรื้อรัง ฯลฯ)
    4. หมดประสิทธิภาพการทำงาน ตามการทดสอบความสามารถ
    5. การเปลี่ยนเจ้าของกิจการ
    6. การที่ผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากผู้จ้าง โดยขาดเหตุผลที่น่าเคารพ และยังคงไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ต่อไป แม้ว่าจะได้รับการตัดเตือน ถูกปรับ ลงโทษตามสัญญา แล้วก็ตาม
    7. การที่ผู้รับจ้างกระทำการ ดังนี้
      • ผู้รับจ้างไม่มาปฏิบัติงานเกินระยะเวลาที่กำหนดให้โดยผู้จ้าง และ/หรือไม่ได้รับอนุญาตจากผู้จ้าง
      • ผู้รับจ้างไม่อยู่ในสถานที่ปฏิบัติงานในเวลาที่ต้องปฏิบัติงาน โดยขาดเหตุผลที่น่าเคารพ เป็นระยะเวลามากกว่า 4 ชม. ติดต่อกัน
      • การดื่มสุรา เสพสารเสพติดต่างๆ หรืออยู่ในอาการมึนเมาจากสุรา หรือสารเสพติดนั้นๆ ในเวลาปฏิบัติงานหรือในสถานที่ปฏิบัติงาน
      • การแพร่งพรายความลับของผู้จ้าง ที่ผู้รับจ้างรู้มาจากการปฏิบัติงาน
      • การยักยอก ขโมย ทรัพย์สินในที่ปฏิบัติงานหรือทรัพย์สินของผู้จ้าง ตลอดจนทำทรัพย์สินให้เสียหาย หรือจงใจทำลายทรัพย์สินนั้นๆ ในกรณีดังกล่าว ผู้จ้างสามารถดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องส่วนที่เสียหายได้ที่หน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องได้
    8. การบกพร่องในหน้าที่อันเป็นผลจากการละเลย หรือการกระทำในขณะปฏิบัติงานที่ผิดของผู้รับจ้าง อันนำมาซึ่งความเสียหายแก่ผู้จ้าง
    9. การทำอนาจาร หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมหรือสอดคล้องกับหลักศีลธรรม ตลอดจนสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ชื่อเสียงของบริษัทหรือตัวผู้จ้างเอง โดยไม่ขึ้นอยู่กับว่าผู้รับจ้างจะกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่หรือไม่
    10. การตัดสินใจด้วยตนเองโดยพลการ หรือละเมิด ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือการตัดสินใจจากผู้จ้างหรือหัวหน้าผู้บริหารงาน ตลอดจนผู้อำนวยการ หรือรองผู้อำนวยการ หรือหัวหน้าสาขา หรือหัวหน้าสายงาน จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้จ้างอย่างรุนแรง แม้เพียงครั้งเดียว
    11. การที่ตัวแทนผู้บริหารหรือตัวแทนของผู้จ้าง ที่มีอำนาจตามหน้าที่ละเมิดการเก็บรักษาทรัพย์สินของบริษัท หรือใช้ทรัพย์สินต่างๆในทางที่ไม่เหมาะสม
    12. การปฏิบัติหน้าที่ไม่เหมาะสมแก่ผู้จ้างซ้ำหลายครั้ง
    13. การแจ้งเอกสารเท็จแก่ผู้จ้าง หรือปลอมแปลงเอกสารเพื่อทำสัญญาจ้างงาน
    14. การทำให้ความลับของทางการรั่วไหล
    15. การละเมิดข้อตกลงในสัญญาจ้างงาน
    16. การละเมิดส่วนหนึ่งส่วนใดในประมวลกฎหมายแรงงานสหพันธรัฐรัสเซีย

    ทั้งนี้ การยกเลิกสัญญาจ้างตามเหตุผลดังที่ได้กล่าวข้างต้นนั้น มีวิธีและรูปแบบการดำเนินการที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความเห็นพ้องต่อกันระหว่างทั้งฝ่ายผู้จ้างกับผู้รับจ้างเอง

    หากถูกไล่ออกอย่างไม่เป็นธรรม ผู้รับจ้างนั้นมีสิทธิฟ้องศาลได้ภายในช่วงระยะเวลา 1 เดือนนับจากวันที่ถูกไล่ออกอย่างไม่เป็นธรรม (ประมวลกฎหมายแรงงานรัสเซียมาตราที่ 392 บทที่ 1 / ????? 1, ?????? 392, ?? ??)

    หากศาลปฏิเสธที่จะรับฟังคำร้องของผู้รับจ้างนั้นไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม สามารถยื่นเรื่องต่อสำนักงานตรวจสอบแรงงานรัฐ (??????????????? ????????? ?????) หรือสำนักงานอัยการรัฐได้

    อนึ่ง แม้ว่าผู้รับจ้างที่มีสิทธิขอลาพักร้อน คือผู้รับจ้างที่ทำงานเกินกว่า 6 เดือนในปีแรกของสัญญาจ้างงาน กระนั้น ค่าชดเชยสำหรับจำนวนวันพักร้อนนี้ ผู้จ้างก็ต้องจ่ายแก่ผู้รับจ้างงาน แม้ว่าบุคคลนั้นจะยังทำงานได้ไม่เกิน 6 เดือนในปีแรกของสัญญาจ้างงาน

    การทำงานล่วงเวลา

    การทำงานล่วงเวลา คือ งานที่เกิดขึ้นและปฏิบัติโดยผู้รับจ้าง ตามความประสงค์ของผู้จ้าง ภายในช่วงเวลาที่เกินกว่าเวลาต่อเนื่องตามที่ระบุในสัญญาว่าเป็นเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะตามวัน หรือตามชั่วโมง หรือเป็นกะเวร การทำงานล่วงเวลายังรวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญา ในวันที่ไม่ได้ระบุในสัญญาว่าเป็นวันทำงานปกติ (ประมวลกฎหมายแรงงานรัสเซียมาตราที่ 99 / ?????? 99, ?? ??)

    บุคคลที่ไม่สามารถทำงานล่วงเวลาได้ ตามประมวลกฎหมายแรงงานรัสเซีย:

    • ผู้หญิงตั้งครรภ์
    • บุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปี
    • คนพิการ
    • ผู้หญิง ที่มีลูกอายุต่ำกว่า 3 ขวบ

    การทำงานล่วงเวลา ทำได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมง ต่อระยะเวลา 48 ชั่วโมง และคิดเป็นจำนวนทั้งหมดไม่เกิน 120 ชั่วโมง ต่อ 1 ปี

    การเดินทางออกจากรัสเซียเพื่อไปฝึกงานหรือทำงานตามที่ได้รับมอบภารกิจในต่างประเทศ

    การเดินทางออกนอกประเทศในเขตปกครองของสหพันธรัฐรัสเซียตามที่บุคคลต่างด้าวผู้นั้นได้รับอนุญาตให้ทำงาน เพื่อการฝึกงานหรือปฏิบัติภารกิจตามมอบหมาย จะต้องไม่เกินระยะเวลา 10 วัน ตราบที่สิทธิการทำงานในรัสเซียยังมีผลตามกฎหมาย และ/หรือ ในกรณีที่บุคคลต่างด้าวผู้นั้นได้รับอนุญาตให้พำนักชั่วคราวนั้น จะต้องไม่เกินระยะเวลา 40 วัน ภายในช่วงเวลา 12 เดือนติดต่อกันในปฏิทิน (รัฐกำหนดของสหพันธรัฐรัสเซีย ลงวันที่ 17 ก.พ. 2007 ฉบับที่ 97 / ????????????? ????????????? ?? ?? 17 ??????? 2007 ? 97

    ตลาดอาหารฮาลาล:เอเชียกลาง

    ภาพรวม

    ดินแดนแถบเอเชียกลางถูกเรียกว่า TURKENSTAN ตั้งแต่สมัยการปกครองของพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซีย ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่มีเชื้อสายเตอร์ก ยกเว้นทาจิกิซถานซึ่งมีเชื้อสายทางอิหร่าน จนกระทั่งภายหลังปฏิวัติบอลเชวิคโดยเลนินเมื่อปี 2460 จึงได้แบ่งภูมิภาคออกเป็น 5 ประเทศภายใต้สหภาพโซเวียต และภายหลังการล่มสลายระบอบคอมมิวนิสต์เมื่อปี 2534 ประเทศดังกล่าวจึงแยกตัวเป็นอิสระ ปัจจุบันประเทศดังกล่าวประกอบด้วย

    • สหพันธรัฐรัสเซีย (Russia) มีประชากร 143 ล้านคน มีผู้นับถือศาสนาอิสลามประมาณร้อยละ 5 หรือประมาณ 8 ล้านคน
    • คาซัคสถาน (kazakhstan) มีประชากร 15.7 ล้านคน
    • คีรกิซถาน (Kyrgyztan) มีประชากร 4.6 ล้านคน
    • ทาจิกิสถาน (Tajigistan) มีประชากร 6.1 ล้านคน
    • เติร์กเมนิสถาน (Turkmenistan) มีประชากร 4.7 ล้านคน
    • อุซเบกิสถาน (Uzbekistan) มีประชากร 23.6 ล้านคน

    ทั้งนี้ ประเทศในเอเชียกลางข้างต้นส่วนใหญ่มีประชากรเป็นมุสลิม

    ในด้านวัฒนธรรม ประเทศคาซัคสถาน อุซเบกิสถาน และทาจิกิสถาน เป็นประเทศมุสลิมในเอเชียกลางที่มีประชากรส่วนมากนับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ อย่างไรก็ตาม แม้จำนวนประชากรที่เป็นมุสลิมในประเทศเหล่านี้จะมีจำนวนมาก แต่โดยทั่วไป เป็นชาวมุสลิมที่ไม่เคร่งศาสนามากนัก เนื่องจากเคยอยู่ภายใต้การปกครองของรัสเซียในช่วงสมัยสหภาพโซเวียตเป็นเวลานานเกือบ 80 ปี ทำให้ชาวคาซัค อุซเบก และทาจิค รวมทั้งประเทศในเอเชียกลางอื่นๆ ที่เป็นมุสลิม มีวิถีชีวิตแบบอิสลามที่ผสมผสานกับรัสเซีย

    อาหารที่ประชาชนในภูมิภาคเอเชียกลางนิยมรับประทานนั้น โดยทั่วไปเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลจากประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกัน รวมทั้งอิทธิพลจากสภาพภูมิศาสตร์และภูมิอากาศ เช่น อาหารอุซเบกมักมีรสจัด ใช้เครื่องเทศเป็นเครื่องปรุงและส่วนผสม โดยมักจะประกอบด้วย ข้าว (ในลักษณะข้าวผัดผสมเครื่องเทศ) ผัก โยเกิร์ต เนื้อย่างประเภทต่างๆ เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากตะวันออกกลางและเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนอาหารของชาวคาซัคมักจะมีเนื้อเป็นองค์ประกอบหลัก โดยเฉพาะเนื้อม้า เนื้อแกะ นม และนมเปรี้ยว รวมทั้งอาหารที่มีลักษณะใกล้เคียงอาหารเอเชีย เนื่องจากมีพรมแดนติดกับจีน นอกจากนี้ ชาวมุสลิมในประเทศเครือรัฐเอกราชส่วนมากนิยมดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะวอดก้า เนื่องจากอิทธิพลวัฒนธรรมของรัสเซียและเงื่อนไขทางสภาพอากาศที่หนาวเย็น

    ดังนั้น การส่งเสริมอาหารฮาลาลในตลาดประเทศเหล่านี้ อาจจะไม่ได้ผลมากเท่ากับในประเทศมุสลิมอื่นๆ แต่ก็เป็นตลาดที่มีศักยภาพและกำลังซื้อที่ไทยควรให้ความสนใจ รวมทั้งมีความเป็นไปได้ที่จะเผยแพร่สินค้าอาหารไทยได้อย่างดียิ่ง โดยใช้สินค้าที่มีสัญลักษณ์ฮาลาลเป็นตัวชี้นำให้เห็นถึงความเหมาะสมตามหลักศาสนา เพื่อเชิญชวนให้ผู้บริโภคเห็นความแตกต่างและความพิเศษของสินค้าไทย

    ศักยภาพการนำเข้าและการผลิตอาหารในเอเชียกลาง

    • อุซเบกิสถาน เป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเพาะปลูกและอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร โดยเฉพาะผลผลิตประเภท ผักและผลไม้ เช่น แอปเปิล แพร์ เชอร์รี่ พลัม องุ่น เมลอน และแตงโม รวมทั้งยังเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลก โดยสินค้าที่สำคัญ ได้แก่ ฝ้าย ซอสมะเขือเทศ ลูกเกด ผลไม้แห้ง และน้ำมันพืช รวมทั้งมีการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารด้วย ทั้งนี้ สัดส่วนการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารของอุซเบกิสถานคิดเป็น 1 ใน 10 ของการผลิตของโลก อย่างไรก็ตาม อุซเบกิสถานก็ยังมีการนำเข้าสินค้าอาหารประมาณร้อยละ 16-17 ของปริมาณการนำเข้าจากต่างประเทศ รัฐบาลอุซเบกิสถานและสมาคมด้านการเกษตรจึงมีโครงการที่จะพัฒนาศักยภาพการผลิตและแปรรูปอาหารให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อลดการนำเข้า เพิ่มปริมาณการส่งออก และรองรับการบริโภคในประเทศ โดยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ผ่านการร่วมทุนกับต่างชาติ ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคม – กันยายน 2545 สินค้าที่ไทยส่งออกไปอุซเบกิสถาน 10 รายการแรก ไม่ปรากฎสินค้าประเภทอาหาร

    • คาซัคสถาน เป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติด้านพลังงานและสินแร่โลหะจำนวนมาก ตลอดจนมีพื้นที่เพาะปลูกและทำการปศุสัตว์ที่กว้างขวาง มีความสามารถในการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรประเภทเนื้อสัตว์ ธัญพืชประเภทข้าวสาลี ฝ้าย ขนสัตว์ สัตว์เลี้ยง และมีการนำเข้าสินค้าอาหารเช่นกัน คาซัคสถานเป็นประเทศที่ประชากรมีรายได้สูงมาก โดยเฉพาะรายได้จากการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้มีกำลังซื้อสินค้าที่มีคุณภาพและความต้องการบริโภคสูง ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคม – กันยายน 2545 คาซัคสถานนำเข้าสินค้าอาหารประเภทผักและผลไม้แปรรูปและกระป๋องจากไทย เป็นมูลค่า 5,297 ดอลลาร์สหรัฐฯ

    • ทาจิกิสถาน เป็นประเทศที่มีจีดีพีต่อหัวของประชากรต่ำสุดเมื่อเปรียบเทียบกับเอเชียกลางอื่นๆ พื้นที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกเกษตรกรรมมีเพียงร้อยละ 6 ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ คือ ฝ้าย ธัญพืช ผลไม้ องุ่น และผัก สินค้าเกษตรส่งออกหลัก คือ ฝ้าย ผลไม้ และน้ำมันพืช ในทางการค้ามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับอุซเบกิสถาน รัสเซีย และคาซัคสถาน สินค้าอาหารเป็นสินค้านำเข้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศ ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคม – กันยายน 2545 สินค้าที่ไทยส่งออกไปอุซเบกิสถาน 10 รายการแรก ไม่ปรากฎสินค้าประเภทอาหาร

    สินค้าไทยที่มีศักยภาพในตลาดเอเชียกลาง

    ประเทศมุสลิมในรัสเซียและประเทศในเอเชียกลางมิได้เคร่งในเรื่องศาสนาและอาหารมากนัก อีกทั้งประเทศเหล่านี้ไม่มีทางออกทางทะเล และยังขาดเทคโนโลยีในด้านการเก็บรักษาและแปรรูปอาหาร สินค้าอาหารของไทยจึงน่าจะมีลู่ทางบุกเบิกตลาดในเขตนี้ได้ อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมตลาดอาหารในประเทศเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องมุ่งเน้นแต่เฉพาะอาหารฮาลาล แต่อาจจะส่งเสริมสินค้าอาหารทั่วไปที่ไทยมีศักยภาพการผลิตให้เป็นที่รู้จักไปพร้อมๆ กับสินค้าอาหารฮาลาล โดยใช้สินค้าอาหารฮาลาลเป็นตัวชี้นำที่จะบ่งชี้ความพิเศษที่แตกต่างไปจากสินค้าประเภทเดียวกันจากแหล่งนำเข้าอื่น และโดยที่ตลาดเอเชียกลางเป็นตลาดใหญ่ที่ถูกปิดมานานและประชากรส่วนมากยังไม่มีกำลังซื้อสูงมากนัก สินค้าที่สมารถตอบสนองความต้องการของตลาดภูมิภาคนี้จึงควรจะสอดคล้องกับรสนิยมของคนท้องถิ่น และมีราคาไม่สูงมากเกินไปนัก สินค้าอาหารที่น่าจะมีโอกาสในตลาดนี้ เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง อาหารทะเลกระป๋อง / แช่แข็ง ผักและผลไม้กระป๋องและแปรรูป อาหารทะเลแห้งปรุงรส เครื่องปรุงรส เนื้อสัตว์ประเภทไก่

    ประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญของไทยในภูมิภาคเอเชียกลางน่าจะเป็นรัสเซีย ตุรกี และจีน ซึ่งมีความใกล้ชิดทางประวัติศาสตร์ ผูกพันทางวัฒนธรรมและมีความได้เปรียบในด้านความสะดวกในการขนส่งสินค้าไปยังภูมิภาคนี้ รวมทั้งประเทศในภูมิภาคเอเชียกลางด้วยกัน คือ คาซัคสถาน และอุซเบกิสถาน ดังนั้น หากไทยต้องการบุกเบิกตลาดสินค้าในภูมิภาคนี้จึงจำเป็นต้องพิจารณาการสร้างความได้เปรียบโดยลดต้นทุนการขนส่งสินค้า หรืออาจต้องพิจารณาพัฒนาความร่วมมือทางการค้ากับเมืองใดเมืองหนึ่งในภูมิภาคนี้อย่างจริงจัง เพื่อเป็นจุดกระจายสินค้าและเก็บรักษาสินค้าเพื่อการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

    ตลาดเอเชียกลางมีการผลิตสินค้าเกษตรประเภทพืชผักผลไม้ แต่ยังมีการพัฒนาด้านการแปรรูปและการเก็บรักษาอาหารไม่มากนัก ผู้ประกอบการไทยอาจพิจารณาการร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปผักผลไม้ และอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง ( เนื้อสัตว์ ไส้กรอก ปลาแปรรูป น้ำมันพืช อาหารกระป๋อง ขนมหวานผลิตภัณฑ์จากแป้ง ฯลฯ ) เพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าสำหรับในภูมิภาค และแก้ไขข้อจำกัดในด้านการขนส่งและเก็บรักษาสินค้าเพื่อการส่งต่อไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค รวมทั้งน่าจะพิจารณาการร่วมทุนทางด้านการแปรรูปอาหารกับผู้ประกอบการท้องถิ่นข้องแต่ละประเทศ เพื่อเป็นการสร้างระบบการตลาดที่ถาวรและแข็งแกร่งต่อไป

    
     
    กรุงเทพมหานคร
    มอสโก
    เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
    วลาดิวอสต็อก
    เคียฟ
    เยเรวาน
    อัลมาตี
    ทาชเคนท์
    Москва информер погоды
    Банкок информер прогноз погоды
    เรื่องเด่น
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเยือนรัสเซีย
    บทความ
    การจราจรในมอสโก

    โดย Mag Feliz
    ในยุคสมัยนี้ คนไทยที่มากรุงมอสโกครั้งแรกเป็นต้องอุทานอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย ด้วยคำอุทานที ...
    ASIA Cooperation Dialogue (ACD) ? The Way Forward for Asia

    โดย Dr. Manaspas Xuto
    As a continent, Asia possesses enormous potential and the inner strength necessary to build the world’s fountain of peace and prosperity. Asia is cradle to the world’s civilizations. Buddhism, Christianity, Hinduism, Islam, Judaism, Sikhism, Shintoism and Taoism all originated on this ...

    *** สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ขอสงวนลิขสิทธิ์ในงานเขียนและงานแปลทุกชิ้น ***

    Copyright © 2008-2012 Royal Thai Embassy. All Rights Reserved.