ระบบโลจิสติกส์ของรัสเซีย - สอท. ณ กรุงมอสโก :
การค้าและการลงทุนระบบโลจิสติกส์ของรัสเซียระบบโลจิสติกส์ของรัสเซีย (Logistics system in Russia)
1. เอกสารและพิธีการศุลกากร
รัสเซียอยู่ระหว่างปฏิรูประบบเศรษฐกิจ กฎหมาย และกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อการเข้าเป็นสมาชิก WTO นโยบายการค้าของรัสเซียเปิดเสรี โปร่งใส และคาดการณ์ได้มากขึ้น
ศุลกากรของรัสเซียที่เป็นไปตามระเบียบของ WTO เริ่มใช้บังคับตั้งแต่ 1 ม.ค. 2004 ซึ่งทำให้พิธีการศุลกากรชัดเจนและง่ายขึ้น โดยสามารถลดระยะเวลาการผ่านพิธีการทางศุลกากรจาก 10 วัน เหลือ 3 วัน
ระเบียบทั่วไป:
สินค้าที่เข้าเขตแดนรัสเซียจะต้องผ่านศุลกากร และโดยปกติ บริษัทรัสเซียที่เป็นคู่ค้าบริษัทต่างชาติจะต้องรับผิดชอบกระบวนการทางศุลกากร สินค้าที่นำเข้าจะสามารถซื้อขายได้ภายหลังจากการสำแดงและเสียภาษี และได้รับอนุญาตจากหน่วยงานศุลกากรแล้วเท่านั้น
การขนส่งภายในประเทศ หรือการขนส่งระหว่างเมืองภายในรัสเซียไม่มีข้อจำกัดหรือระเบียบบังคับ
นโยบายศุลกากร
(1) ลดภาษีอากรสำหรับสินค้าเข้าประเภทเครื่องจักร (2) ทำให้กระบวนการทางศุลกากรง่ายขึ้น (3) ควบคุมทางศุลกากรเข้มงวดขึ้นภายหลังจากผ่านพิธีการทางศุลกากรแล้ว
ความตกลงการค้าเสรี
รัสเซียมี FTA กับประเทศในกลุ่ม CIS รัสเซีย เบราลุส คาซัคสถาน คีร์กิซสถาน ทาจิกิสถาน เป็นสหภาพศุลกากร
ภาษี
สินค้าเข้าแทบทุกชนิดต้องเสียภาษีอากรเป็น ad valorem มีอัตราตั้งแต่ 0% - 100% สินค้าส่วนใหญ่มีอัตราภาษีระหว่าง 5 – 20% ประเทศที่มีสถานะ Most Favoured Nation จะใช้ base rates ตามที่ระบุในกฎหมาย สินค้าจากประเทศกำลังพัฒนามีอัตรา 75% ของ base rates และประเทศพัฒนาน้อยที่สุดมีอัตราภาษี 0% แต่จำกัดอยู่ที่สินค้าวัตถุดิบและหัตถกรรม
สินค้าเข้าบางประเภทที่ถูกเรียกเก็บภาษีสรรพสามิต เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ รถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์
สินค้านำเข้าแทบทุกชนิดจะถูกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม18% ส่วนอาหารและสินค้าสำหรับเด็กจะถูกเรียกเก็บ 10% หรือ 0%
สินค้าสามารถนำเข้าชั่วคราวแต่ไม่เกิน 2 ปี และจะต้องชำระเงิน 3% ของมูลค่าภาษีสินค้า
เขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ)
สินค้าเข้าไปยัง SEZ ไม่ต้องเสียภาษีอากรและ VAT แต่สินค้านำเข้า ถ้านำออกจาก SEZ เพื่อขายในรัสเซีย จะต้องเสียภาษีอากรและ VAT ถ้าสินค้าที่ผลิตจาก SEZ และส่งออกไปต่างประเทศ ต้องเสียภาษีส่งออก ส่วนสินค้าเข้าไปยัง SEZ แต่ไม่มีการผ่านกระบวนการผลิตและจะส่งออก จะไม่ต้องเสียภาษีส่งออก
พิธีการทางศุลกากร
มีลำดับดังนี้ สินค้าเข้าที่ด่านศุลกากร ขนถ่ายสินค้า ยื่นเอกสารศุลกากร ยื่นเอกสารอื่น ๆ (เช่นใบอนุญาตนำเข้า) จ่ายภาษีและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ
สำนักงานศุลกากรอาจจะเรียกตรวจเอกสารจากผู้นำเข้าและส่งออกเพื่อยืนยันสถานะทางกฎหมาย
สินค้าที่ควบคุมคุณภาพ
สินค้าบริโภคส่วนใหญ่และเครื่องจักรบางชนิดจะต้องได้รับใบรับรอง (Certificate of Conformity) ออกโดยหน่วยงาน Gosstandart ก่อนจำหน่ายในรัสเซีย ซึ่งมีอายุ 1-3 ปี โดยผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน RosTest / Federal Service for Veterinary and Surveillance จะเดินทางไปตรวจที่โรงงานผลิตของประเทศผู้ส่งออก โดยโรงงานจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย
กระบวนการขอใบรับรองยุ่งยากและเสียเวลานาน ผู้ส่งออกส่วนใหญ่จะว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาช่วยดำเนินการ
บริษัทนายหน้าสำหรับพิธีการศุลกากร
บริษัทต่างชาติที่เข้ามาในตลาดรัสเซียนิยมใช้บริษัทนายหน้า (customs broker) รับผิดชอบเรื่องการออกและขนส่งสินค้า ซึ่ง ข้อดีคือ บริษัทเหล่านี้มีความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานศุลกากร มีการให้บริการครบวงจร และเมื่อมีการทำสัญญากับบริษัท จะรับประกันการส่งของตามกำหนด ข้อเสียคือจะเพิ่มต้นทุนกว่า 2-3% ของมูลค่าสินค้า และอาจเสนอบริการที่ไม่จำเป็น
หากบริษัทจากไทยต้องการขยายการส่งออกมารัสเซีย ควรจะพิจารณาโอกาสการเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทนายหน้าหรือบริษัทโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ที่ให้บริการด้านนี้ แต่ต้องจัดทำ due diligence ของหุ้นส่วนรัสเซีย โดยสิ่งที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับหุ้นส่วนคือ ขนาดของธุรกิจ ระยะเวลาการดำเนินธุรกิจ ประเภทของลูกค้า ชื่อเสียงในสายตาสื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญ เจ้าของและผู้บริหาร
2. ลักษณะโลจิสติกส์
การค้าและการส่งออกของรัสเซีย
ในปี 2003 – 2008 การค้าต่างประเทศของรัสเซียเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในปี 08 คาดว่าจะมีมูลค่าการค้ามากกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (45% ของ GDP) โดยเป็น 3.5 เท่าของปี 03
การนำเข้าเพิ่มขึ้นตามรายได้และรายจ่ายของผู้บริโภคในประเทศ และอุปสงค์ของกิจการต่อสินค้าทุนและเครื่องจักร สินค้าเข้าส่วนใหญ่เป็นยานยนต์ เครื่องมือและเครื่องจักร ส่วนการนำเข้าสินค้าเพื่อการบริโภคก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมี “shadow import” ซึ่งหมายถึงการนำเข้าอย่างผิดกฎหมายหรือไม่มีการชำระภาษี ซึ่งวิธีการนี้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้ากับต่างประเทศ
อุตสาหกรรมการขนส่ง
อุตสาหกรรมการขนส่งเติบโตอย่างมากจากการเติบโตของกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศ การขนส่งส่วนใหญ่คือการขนส่งก๊าซและน้ำมันผ่านท่อส่ง ซึ่งมากกว่า 50% ของปริมาณการขนส่งสินค้าทั้งหมด รองลงมาคือ ทางรถไฟ (42%) ส่วนทางอากาศ น้ำ และบก รวมกันไม่ถึง 5%
รถไฟ สินค้าหลักที่ขนส่งทางรถไฟคือ วัสดุก่อสร้าง (19%) น้ำมัน (18%) สินแร่ (12%) สินค้าที่ต้องขนส่งระยะทางไกลจะไม่มีทางเลือกอื่น หากเป็นการขนส่งระยะสั้น สามารถใช้ทางบก หรือทางน้ำ (ถ้ามี)
ถนนและการขนส่งทางบก 85% ของถนนอยู่ในรัสเซียตะวันตก โครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างด้อยพัฒนา เครือข่ายการขนส่งของรัสเซียไม่มีการเชื่อมโยงกัน กล่าวคือ
- 8 ใน 12 สนามบินหลักไม่มีรถไฟเชื่อม
- ท่าเรือที่ใหญ่ที่สุด 16 แห่งของประเทศไม่มีทางออกโดยตรงเชื่อมเครือข่ายถนนหลวง
- ถนน 34 เส้นที่อยู่ในเครือข่ายถนนยุโรปและเอเชีย มีเพียง 9% ที่เป็นถนนหลวงหลายเลน
ท่าเรือและการขนส่งทางทะเล
การขนส่งผ่านท่าเรือเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ท่าเรือจะขนส่งสินค้าออก โดย 83% ของปริมาณน้ำหนักของสินค้าเป็นการส่งออก แต่ในด้านมูลค่า ส่วนแบ่งของการนำเข้ามีมากกว่า เนื่องจากการส่งออกของรัสเซียส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบ แต่นำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากกว่า เช่น เครื่องจักร และสินค้าที่ต้องใส่ในตู้สินค้า
90% ของการค้าต่างประเทศในระดับโลกจะผ่านท่าเรือ แต่การค้าต่างประเทศของรัสเซียผ่านท่าเรือเพียง 60% สาเหตุคือ 45% ของการค้าต่างประเทศของรัสเซียเป็นการส่งออกน้ำมันและก๊าซ ซึ่งผ่านท่อ
ในปี 2007 การขนส่งผ่านท่าเรือตะวันตกเฉียงเหนือ Murmansk และเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (46%) ท่าเรือทิศใต้ (36.6%) และตะวันออกไกล (17.3%) ซึ่งท่าเรือตะวันออกไกลมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการส่งออกและนำเข้าจากจีนและประเทศในเอเชีย
สนามบินและการขนส่งทางอากาศ
ปัจจุบัน สนามบิน 12 แห่งในรัสเซียรองรับ 70% ของผู้โดยสารทั่วประเทศ ปัจจุบันสนามบินระหว่างประเทศในรัสเซียรองรับผู้โดยสารเกินขีดความสามารถ ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนด้านก่อสร้างและปรับปรุงสนามบิน
สายการบินขนส่งสินค้าที่สำคัญของรัสเซียได้แก่ Volga-Dnepr, Aeroflot-Cargo และ S7 Airlines
การขนส่งสินค้าจากไทยไปรัสเซีย
ยานยนต์ – ทะเลและรถไฟ เครื่องจักร – รถไฟ อาหารแปรรูป – เรือและรถ พลาสติก – เรือและรถไฟ ธัญพืช – เรือและรถไฟ เนื้อสัตว์และอาหารทะเลแช่แข็ง – ทะเล (ตู้สินค้า) และรถไฟ/รถ อัญมณี – เครื่องบิน ยางพารา – ทะเลและรถไฟ ข้าว - ทะเลและรถไฟ/รถ ผลไม้สด – ทะเลและรถ เครื่องสำอางค์ – ทะเล และรถ/เครื่องบิน
ฤดูกาลของการขนส่ง
สัดส่วนของปริมาณการขนส่งในแต่ละฤดูกาลจะใกล้เคียงกัน
ในด้านการส่งออก การส่งออกน้ำมันและถ่านหินจะมากขึ้นในฤดูหนาว และการส่งออกปุ๋ยจะเป็นไปตามฤดูกาลเกษตรกรรมในประเทศนำเข้า สำหรับตลาดผู้บริโภคในรัสเซียจะมีปริมาณการขายถึง 30 - 40% ในไตรมาสที่ 4 ดังนั้น ช่วงก่อนและระหว่างไตรมาสที่ 4 จะมีการขนส่งมาก ซึ่งการวางแผนขนส่งสินค้าไปรัสเซียควรจะคำนึงถึงความผันผวนดังกล่าว
วิธีการลดต้นทุนการขนส่ง
โอกาสในการลดต้นทุนมีไม่มาก เนื่องจากเส้นทางการขนส่งถูกผูกขาดโดยบริษัทขนส่งและโลจิสติกส์เพียงไม่กี่ราย แต่อาจจะลดต้นทุนได้โดย (1) การวางแผนและการสั่งของล่วงหน้า ฤดูร้อนจะเป็นช่วงที่ขาดแคลนยานพาหนะในการขนส่ง (2) ใช้บริการบริษัทนายหน้าที่จะให้คำแนะนำเส้นทางและบริการที่เหมาะสมเพื่อลดค่าใช้จ่าย (3) การประหยัดต่อขนาด (economy of scale) การขนส่งปริมาณมากจะลดต้นทุน ดังนั้น บริษัทขนาดกลางและเล็กควรรวมตัวกันขนส่งพร้อมกัน (4) เป็นเจ้าของโกดังสินค้า
ระยะเวลาในการขนส่งสินค้าจากไทยไปรัสเซีย
การขนส่งสินค้าจากไทยส่วนใหญ่โดยทางเรือและต่อด้วยบก โดยใช้เวลา 3-6 สัปดาห์ ไปยังโกดังสินค้าที่มอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และกระจายสินค้าต่อไป
โกดังสินค้าในรัสเซีย
ค่อนข้างด้อยพัฒนาเมื่อเทียบกับประเทศยุโรปตะวันตกและตะวันออก แต่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขณะนี้ ตลาดขายปลีกของรัสเซียกำลังประสบปัญหาอย่างรุนแรงในเรื่องการขาดแคลนโกดังสินค้าที่มีคุณภาพ ทำให้ค่าเช่าโกดังสูงกว่าเมืองต่าง ๆ ในยุโรป (ยกเว้นอังกฤษและฝรั่งเศส) กล่าวคือ ค่าเช่าโกดัง Class A ในมอสโก 156 ดอลลาร์สหรัฐ/ตารางเมตร ในรัสเซียเฉลี่ย 125 ดอลลาร์/ตารางเมตร และคาดว่าอัตราค่าเช่าจะเพิ่มขึ้น 15-20% ต่อปี
เขตอุตสาหกรรมในมอสโกมี vacancy rate ต่ำกว่า 2% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าเมืองในยุโรปมาก ซึ่งแสดงว่าความต้องการโกดังสินค้าจะสูงกว่าปริมาณที่มีอยู่อย่างมาก ความต้องการโกดังคุณภาพสูง ส่วนใหญ่มาจากบริษัทขายปลีกรายใหญ่ ทั้งของต่างชาติและรัสเซีย ส่วนใหญ่บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่จะสร้างโกดังตามแบบที่ตนต้องการ การเช่าโกดังมีการแข่งขันสูง เนื่องจากโกดังคุณภาพสูงมักจะมีการทำสัญญาเช่าก่อนที่จะเริ่มสร้าง
การขออนุญาตก่อสร้างทั้งในระดับมอสโกและท้องถิ่นไม่โปร่งใสและขั้นตอนยาวนาน ทำให้บริษัทต่างชาติเสียเปรียบบริษัทรัสเซีย ดังนั้น บริษัทต่างชาติบางรายจึงร่วมมือกับหุ้นส่วนรัสเซียเพื่อก่อสร้างโกดังขนาดใหญ่
โดยที่ความต้องการโกดังที่มีคุณภาพและราคาอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้นเรื่อย ๆ บริษัทขายปลีกและผู้ผลิตจะซื้อโกดังสินค้าไว้ใช้ประโยชน์เอง ซึ่งรายงานได้ชี้ให้เห็นข้อดีและข้อเสียของการลงทุนซื้อโกดัง และเสนอแนะให้ร่วมลงทุนซื้อโกดังในทำเลที่ดีในมอสโก และควรจะใช้บริการของบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ในการตัดสินใจเช่าหรือซื้อโกดังสินค้าในรัสเซีย
3. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าไปรัสเซีย
รายงานฯ จัดทำตารางรายละเอียดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้
- ท่าเรือต่าง ๆ ในรัสเซีย รวมทั้งความจุของท่าเรือ
- หน่วยงานศุลกากรและจำนวนด่านตรวจ
- บริษัทที่ปรึกษาด้านโลจิสติกส์และธุรกิจกับต่างประเทศ
- บริษัทขนส่งสินค้าและผู้ประกอบการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบ (multi-modal transportation operators)
- สมาคมด้านศุลกากร โลจิสติกส์ และการขนส่ง
- บริษัทที่ปรึกษาด้านโกดังสินค้า
- บริษัทประกันภัย
4. ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการขนส่งสินค้าจากสหภาพยุโรปและจีนไปรัสเซีย
รายงานระบุปัญหาสำคัญในกรณี EU และจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าที่สำคัญของรัสเซีย และเป็นคู่แข่งสินค้าของไทย รวมทั้งวิธีการลดอุปสรรคและความเสี่ยง
- กระบวนการศุลกากร: ยุ่งยาก ซับซ้อน และล่าช้า ซึ่งอาจลดมูลค่าของสินค้าลงมาก และขาดกลไกที่จะเร่งรัดกระบวนการดังกล่าว รวมทั้งกลไกที่จะแก้ไขข้อพิพาทหากเกิดกรณีขัดแย้งกับหน่วยงานรัฐ การแก้ไขปัญหาคือ ใช้บริการบริษัทนายหน้าในเรื่องต่าง ๆ จัดตั้งระบบการยื่นเอกสารที่มีประสิทธิภาพ และหลีกเลี่ยงการนำเข้าที่ไม่ถูกกฎหมาย
- การนำเข้าที่ไม่ถูกกฎหมาย: ทางการรัสเซียระบุว่าการนำเข้าจำนวนมากที่ละเมิดกฎระเบียบ โดยเฉพาะจากจีน เช่น สำแดงราคาสินค้านำเข้าต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งการนำเข้าประเภทนี้สร้างปัญหาให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด วิธีการคือ หลีกเลี่ยงการดำเนินการดังกล่าว และคัดเลือกบริษัทที่จะเป็นหุ้นส่วนการนำเข้า (บริษัทนายหน้า) และเลือกเส้นทางการขนส่ง โดยหลีกเลี่ยงด่านศุลกากรที่มีชื่อเสียงไม่ดีในเรื่องนี้
- ความขัดแย้งและข้อพิพาทกับทางการรัสเซีย: ส่วนใหญ่จะเกิดจากการนำเข้าไม่ถูกกฎหมาย โดยเฉพาะ การนำเข้าโทรศัพท์ เครื่องหอม ของใช้ในครัวเรือนประเภทผ้า และอิเล็กโทรนิกส์ วิธีการหลีกเลี่ยงคือ หลีกเลี่ยงการนำเข้าลักษณะนี้ และใช้บริการที่ปรึกษาเพื่อประเมินความเสี่ยง
- ปัญหาการขนส่ง: ระบบการขนส่งที่ด้อยพัฒนา ต้นทุนการขนถ่ายสินค้าสูง ทำให้สินค้าเน่าเสียง่ายมีปัญหา ขาดแคลนบริษัทโลจิสติกส์และขนส่งขนาดใหญ่ที่ให้บริการอย่างมีคุณภาพ และต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น วิธีการหลีกเลี่ยงคือ คัดเลือกบริษัทหุ้นส่วนรัสเซียในด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง ประเมินการขนส่งในรูปแบบ
- ปัญหาด้านโกดังสินค้า: ขาดแคลนโกดังสินค้าที่มีคุณภาพ ราคาและค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ พฤติกรรมการฉวยโอกาสของเจ้าของโกดังที่ขึ้นค่าเช่าตามอำเภอใจ และสัญญาการเช่าในระยะสั้น (ปกติ 6-12 เดือน) วิธีการหลีกเลี่ยงคือ ซื้อโกดังในเขตที่สำคัญ หลีกเลี่ยงเช่าระยะสั้น และใช้บริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์
5. SWOT Analysis: โอกาสของบริษัทไทย
จุดแข็ง: การนำเข้าสินค้าจากรัสเซียมีปริมาณมากอยู่แล้ว และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สินค้าไทยมีชื่อเสียงดีกว่าสินค้าจากจีน
จุดอ่อน: ประเภทของสินค้าไทยยังไม่หลากหลาย สินค้าไทยไม่เป็นที่รู้จักสำหรับผู้บริโภค และสินค้าอาหารจากไทยมีปัญหาด้านสุขอนามัย
โอกาส: รายได้และความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น กิจการรัสเซียต้องการสินค้ายานยนต์และอุปกรณ์มากขึ้น เงินรูเบิลที่แข็งค่าขึ้นจูงใจให้นำเข้ามากขึ้น การนำเข้าสูงขึ้นปีละ 25-30% การพัฒนาระบบการขนส่ง โลจิสติกส์ และโกดังสินค้า บริษัทรัสเซียที่เป็นหุ้นส่วนในด้านเหล่านี้มากขึ้น ความสนใจในสินค้าไทยเนื่องจากนักท่องเที่ยวรัสเซียมาไทยมากขึ้น niche สำหรับสินค้าที่มีคุณภาพจากไทยและเอเชียเพิ่มขึ้น
ภัยคุกคาม: การแข่งขันจากจีนสูงขึ้น โดยสินค้าจากจีนราคาถูก และเส้นทางโลจิสติกส์ส่วนใหญ่เพื่อการขนส่งสินค้าจากจีน ต้นทุนการขนส่ง โลจิสติกส์ โกดังสินค้า และค่าบริการบริษัทนายหน้าสูงขึ้น สินค้าที่นำเข้าในลักษณะไม่ถูกกฎหมายแข่งขันกับสินค้าที่ปฏิบัติถูกกฎหมาย
ที่มา: Royal Thai Embassy, Moscow Read more:
|